Triflex ProDeck ระบบเคลือบพื้นอาคารจอดรถเสริมแรงสำหรับพื้นที่รับการจราจรหนัก
Triflex ProDeck คือระบบเคลือบพื้นชนิดหนาจากเรซิน PMMA สำหรับอาคารจอดรถและพื้นที่ที่ต้องรับแรงทางกลสูง ระบบได้รับการออกแบบให้รองรับแรงเฉือนที่เกิดจากรถยนต์ โดยเฉพาะบริเวณทางโค้งแคบ ทางลาด จุดเร่งความเร็ว และจุดเบรก ซึ่งเป็นบริเวณที่พื้นมักแตกร้าวหรือชั้นเคลือบหลุดล่อนเร็วกว่าพื้นที่ทั่วไป
ภายในระบบใช้วัสดุเสริมแรงพิเศษ Triflex ProMesh เพื่อกระจายแรงไปทั่วพื้นผิว ลดการเคลื่อนไหวของพื้นเดิม และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดรอยแตกร้าว ส่วนวัสดุแต่ละชั้นผลิตจากเรซิน PMMA ทำให้เกิดการยึดเกาะทางเคมีระหว่างชั้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมยึดติดกับพื้นผิวเดิมแบบเต็มพื้นที่
จุดเด่นของ Triflex ProDeck
- เป็นระบบเคลือบพื้นชนิดหนาที่มีวัสดุเสริมแรงและรองรับรอยแตกร้าวแบบไดนามิก
- ทนต่อแรงทางกลและการสัญจรของรถยนต์อย่างต่อเนื่อง
- ช่วยกระจายแรงเฉือนบริเวณทางโค้ง ทางลาด จุดเร่ง และจุดเบรก
- ลดความเสี่ยงจากการแตกร้าวและการหลุดล่อนเป็นบริเวณกว้าง
- มีชั้นผิวที่ทนต่อการสึกหรอสูง
- พื้นผิวมีความยึดเกาะและช่วยลดการลื่น แต่ยังดูแลรักษาและทำความสะอาดได้ง่าย
- ระบบมีน้ำหนักรวมต่ำกว่า 10 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
- สามารถใช้กับพื้นคอนกรีตและพื้นแอสฟัลต์ที่ผ่านการตรวจสอบความเหมาะสม
- แข็งตัวเร็วกว่าระบบที่ใช้เรซินอีพ็อกซีหรือโพลียูรีเทน
- สามารถแบ่งพื้นที่ติดตั้งเป็นช่วง ๆ เพื่อลดผลกระทบต่อการใช้งานอาคารจอดรถ
- พื้นสามารถกลับมาเปิดใช้งานเต็มรูปแบบได้หลังติดตั้งประมาณ 3 ชั่วโมง ภายใต้สภาพหน้างานที่เหมาะสม
- เลือกสีผิวสำเร็จได้หลายเฉด เพื่อแบ่งพื้นที่และช่วยในการนำทางภายในอาคาร
Triflex ProDeck เหมาะสำหรับพื้นที่ใด
Triflex ProDeck เหมาะสำหรับบริเวณที่ต้องรองรับรถยนต์และแรงทางกลสูง เช่น
- พื้นดาดฟ้าอาคารจอดรถ
- พื้นชั้นกลางของอาคารจอดรถ
- อาคารจอดรถใต้ดิน
- ทางลาดขึ้นและลง
- ทางลาดวนหรือ Spiral Ramp
- ทางโค้งแคบ
- ทางเข้าและทางออก
- จุดเร่งความเร็วและจุดเบรก
- พื้นที่กลับรถ
- พื้นที่จอดรถที่มีการใช้งานหนาแน่น
- งานปรับปรุงพื้นคอนกรีตหรือแอสฟัลต์เดิม
ระบบได้รับการพัฒนาสำหรับพื้นที่สัญจรที่ต้องรับแรงหนัก โดยรองรับทั้งการเดินเท้าและการจราจรของรถยนต์ รวมถึงพื้นผิวที่ต้องการความสามารถในการเชื่อมรอยแตกร้าวสูง
การทำงานของวัสดุเสริมแรง Triflex ProMesh
จุดสำคัญของระบบ Triflex ProDeck คือการใช้ Triflex ProMesh ซึ่งเป็นตาข่ายหรือผ้าเสริมแรงชนิดพิเศษที่มีคุณสมบัติเสริมความแข็งแรงและช่วยเชื่อมรอยแตกร้าว
เมื่อรถเลี้ยว เบรก หรือเร่งความเร็ว จะเกิดแรงเฉือนส่งลงสู่ชั้นเคลือบและพื้นโครงสร้าง Triflex ProMesh จะช่วยกระจายแรงดังกล่าวไปทั่วบริเวณ แทนที่จะปล่อยให้แรงกระจุกอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง จึงช่วยลดการเคลื่อนไหวของพื้นผิวและลดโอกาสเกิดรอยแตกร้าว โดยเฉพาะบริเวณทางโค้งและเส้นทางที่มีการเบรกหรือเร่งรถเป็นประจำ
โครงสร้างระบบ Triflex ProDeck
โครงสร้างระบบมีหลายรูปแบบตามสภาพพื้นผิวและระดับการใช้งาน โดยหนึ่งในระบบมาตรฐานประกอบด้วยชั้นสำคัญดังต่อไปนี้
1. ชั้นรองพื้น
ต้องเลือกไพรเมอร์ให้เหมาะกับพื้นผิวเดิม เช่น
- Triflex Cryl Primer 222 สำหรับพื้นแอสฟัลต์ ปริมาณการใช้ขั้นต่ำประมาณ 0.40 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
- Triflex Cryl Primer 287 สำหรับพื้นผิวดูดซึม เช่น คอนกรีต ปูนปรับระดับ หรือไม้ ปริมาณการใช้ขั้นต่ำประมาณ 0.35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
- Triflex Metal Primer สำหรับพื้นผิวโลหะและบริเวณที่มีสนิม ปริมาณการใช้ประมาณ 0.15 ลิตรต่อตารางเมตร
- Triflex Glass Primer สำหรับพื้นผิวกระจกที่ไม่ได้ขัด ปริมาณการใช้ประมาณ 0.05 ลิตรต่อตารางเมตร
- Triflex Pox Primer 116+ สำหรับรองพื้น อุดผิว หรือปรับระดับความขรุขระ ปริมาณการใช้ประมาณ 0.30–0.40 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
ปริมาณดังกล่าวคำนวณจากพื้นผิวเรียบและสม่ำเสมอ ปริมาณการใช้จริงอาจเพิ่มขึ้นตามความหยาบ การดูดซึม และสภาพพื้นเดิม
2. ชั้นเสริมแรง
ติดตั้ง Triflex ProMesh เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ช่วยกระจายแรง และเพิ่มความสามารถในการรองรับรอยแตกร้าวของระบบ
การติดตั้งต้องทำให้วัสดุเสริมแรงฝังตัวอยู่ในระบบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่รับแรงเฉือนสูง เช่น ทางลาด ทางโค้ง จุดเบรก และบริเวณทางเข้า–ออก
3. ชั้นเคลือบ Triflex ProDeck
Triflex ProDeck ใช้เป็นชั้นเคลือบหลักสำหรับพื้นผิวรับงานหนัก มีความทนทานต่อการสึกหรอและแรงจากการสัญจรของรถยนต์
ปริมาณการใช้ขั้นต่ำตามระบบอยู่ที่ประมาณ 4.50 หรือ 5.00 กิโลกรัมต่อตารางเมตรบนพื้นผิวเรียบและสม่ำเสมอ โดยปริมาณที่เลือกใช้ขึ้นอยู่กับรูปแบบระบบ พื้นที่ติดตั้ง และระดับการรับแรงที่กำหนด
4. ชั้นรับการสึกหรอและผิวสำเร็จ
ชั้นผิวสำเร็จใช้ Triflex Cryl Finish 209 เพื่อเพิ่มความทนทานต่อแรงทางกลและสารเคมี ปริมาณการใช้ประมาณ 0.50–0.70 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ขึ้นอยู่กับบริเวณและลักษณะการใช้งาน
ระบบยังใช้ทรายควอตซ์ขนาดประมาณ 0.7–1.2 มิลลิเมตร เพื่อสร้างผิวสัมผัส เพิ่มความฝืด และช่วยลดความเสี่ยงจากการลื่นไถลของรถยนต์และผู้ใช้งาน
5. การป้องกันรอยต่อและรายละเอียด
บริเวณมุม ขอบพื้น รอยต่อ ท่อระบายน้ำ เสา ผนัง และจุดเชื่อมต่อต่าง ๆ สามารถใช้ Triflex ProDetail ร่วมกับ Triflex Special Fleece เพื่อทำระบบกันซึมรายละเอียดให้ต่อเนื่องกับพื้นหลัก
Triflex ProDetail มีปริมาณการใช้ขั้นต่ำประมาณ 3 กิโลกรัมต่อตารางเมตรบนพื้นผิวเรียบ ส่วน Triflex Special Fleece ทำหน้าที่เสริมแรงและช่วยควบคุมความหนาของชั้นวัสดุ ทำให้รายละเอียดที่มีรูปทรงซับซ้อนเกิดเป็นพื้นผิวแบบไร้ตะเข็บและไม่มีรอยต่อ
ติดตั้งรวดเร็วและลดเวลาปิดพื้นที่
Triflex ProDeck ใช้เรซิน PMMA ซึ่งมีระยะเวลาการแข็งตัวรวดเร็วเมื่อเทียบกับระบบอีพ็อกซีหรือโพลียูรีเทน ผู้ติดตั้งจึงสามารถแบ่งการทำงานเป็นโซน และทยอยเปิดพื้นที่กลับมาใช้งานได้
ผู้ผลิตระบุว่าพื้นอาคารจอดรถสามารถกลับมาใช้งานเต็มรูปแบบได้หลังประมาณ 3 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาจริงขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความชื้น สภาพพื้นเดิม ปริมาณวัสดุ และขั้นตอนการติดตั้ง
มาตรฐานและการรับรอง
Triflex ProDeck ได้รับการออกแบบตามระบบปกป้องพื้นผิวสำหรับพื้นที่รับการสัญจรและแรงทางกลสูง โดยมีการรับรองดังนี้
- OS 11a สำหรับพื้นดาดฟ้าอาคารจอดรถ
- OS 11b สำหรับพื้นชั้นกลาง อาคารจอดรถใต้ดิน ทางลาด และทางลาดวน
- สอดคล้องกับ DIN 18532 ส่วนที่ 6
- ใช้ผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับ DIN EN 1504-2
- รองรับข้อกำหนดด้านการปกป้องและซ่อมแซมโครงสร้างคอนกรีต
- การทนไฟระดับ Bfl-s1 สำหรับระบบ Variation 1
- การทนไฟระดับ Cfl-s1 สำหรับระบบ Variation 2 ตาม DIN EN 13501-1
การออกแบบสีและการจัดพื้นที่
ระบบสามารถทำผิวสำเร็จได้หลายสี ช่วยปรับปรุงภาพลักษณ์ของอาคารจอดรถและเพิ่มความชัดเจนในการใช้งาน เช่น การใช้สีแยกแต่ละชั้น แบ่งช่องจอด ทำทางเดินเสมือน หรือกำหนดพื้นที่จอดรถพิเศษ
การเลือกสีที่แตกต่างกันยังช่วยให้ผู้ใช้งานค้นหาเส้นทางและจดจำตำแหน่งได้ง่ายขึ้น รวมถึงช่วยแยกเส้นทางรถยนต์ออกจากทางเดินเท้าเพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ
ข้อควรคำนึงก่อนติดตั้ง
พื้นผิวเดิมต้องแข็งแรง สะอาด แห้ง และไม่มีฝุ่น น้ำมัน จาระบี สีเก่าที่หลุดล่อน หรือสิ่งปนเปื้อนที่อาจลดประสิทธิภาพการยึดเกาะ ควรตรวจสอบรอยแตกร้าว ความชื้น ความแข็งแรงของคอนกรีต ความลาดเอียง และระบบระบายน้ำก่อนเริ่มงาน
ชนิดของไพรเมอร์ รูปแบบการเสริมแรง ความหนาของชั้นเคลือบ ปริมาณทราย และชนิดผิวสำเร็จต้องเลือกให้เหมาะกับพื้นผิว ปริมาณการจราจร และลักษณะการใช้งานของแต่ละพื้นที่ โดยควรอ้างอิงเอกสารวางแผนและข้อมูลทางเทคนิคฉบับล่าสุดจากผู้ผลิต
ดาวน์โหลดเอกสาร












