Triflex DeckCoat ระบบเคลือบพื้นชั้นกลางอาคารจอดรถชนิดบาง แข็งตัวเร็วและช่วยลดการลื่น
Triflex DeckCoat คือระบบเคลือบพื้นชนิดบางจากเรซิน PMMA พัฒนาขึ้นสำหรับพื้นชั้นกลางของอาคารจอดรถ โดยเฉพาะบริเวณที่มีปริมาณการสัญจรไม่สูงมาก เช่น ช่องจอดรถและพื้นทางสัญจรทั่วไป ระบบช่วยป้องกันพื้นผิวจากความชื้น เพิ่มความทนทาน และสร้างผิวที่มีความฝืดเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่รถยนต์และผู้ใช้งานอาคารจอดรถ
จุดเด่นสำคัญคือเรซินสามารถแข็งตัวได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง จึงสามารถแบ่งพื้นที่ติดตั้งเป็นช่วงและดำเนินงานหลายขั้นตอนได้ภายในวันเดียว ช่วยลดระยะเวลาปิดช่องจอดรถ ทางเข้า หรือเส้นทางสัญจร เมื่อเทียบกับระบบที่ใช้เรซินอีพ็อกซีหรือโพลียูรีเทน
จุดเด่นของ Triflex DeckCoat
- เป็นระบบเคลือบพื้นชนิดบางสำหรับอาคารจอดรถ
- ใช้เรซิน PMMA ที่มีระยะเวลาการแข็งตัวรวดเร็ว
- เหมาะกับพื้นชั้นกลางแบบเปิดและพื้นที่จอดรถที่มีการสัญจรไม่หนาแน่นมาก
- ช่วยเพิ่มความฝืดของพื้นผิวด้วยการโรยทรายควอตซ์
- ลดความเสี่ยงจากการลื่นของรถยนต์และผู้ใช้งาน
- พื้นผิวหลังติดตั้งทำความสะอาดได้ง่าย
- สามารถแบ่งพื้นที่ทำงานเป็นโซนเพื่อลดผลกระทบต่อการให้บริการ
- มีสีผิวสำเร็จให้เลือกหลายเฉด
- บริเวณรอยต่อและรายละเอียดสามารถทำระบบกันซึมเสริมใยได้
- ผ่านข้อกำหนดระบบปกป้องพื้นผิว Class OS 8
- มีการจัดประเภทปฏิกิริยาต่อไฟระดับ Cfl-s1 ตามมาตรฐาน DIN EN 13501-1
Triflex DeckCoat เหมาะสำหรับพื้นที่ใด
Triflex DeckCoat เหมาะสำหรับพื้นที่ภายในอาคารจอดรถที่ต้องการระบบเคลือบพื้นน้ำหนักเบา ติดตั้งรวดเร็ว และช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจร เช่น
- พื้นชั้นกลางของอาคารจอดรถ
- พื้นชั้นกลางแบบเปิดรับอากาศ
- ช่องจอดรถทั่วไป
- ช่องทางวิ่งรถที่มีปริมาณการสัญจรไม่สูงมาก
- พื้นที่จอดรถที่ต้องการปรับปรุงผิวเดิม
- พื้นที่ที่ต้องการลดระยะเวลาปิดซ่อมบำรุง
- พื้นที่ที่ต้องการใช้สีช่วยแบ่งช่องจอดหรือกำหนดเส้นทาง
ระบบนี้ออกแบบสำหรับพื้นผิวที่รับการสัญจรในระดับไม่หนักมาก หากเป็นทางลาด ทางโค้ง จุดกลับรถ ทางเข้า–ออก หรือบริเวณที่เกิดแรงเฉือนและแรงเบรกสูง ควรพิจารณาระบบสำหรับงานหนักกว่า เช่น Triflex DeckFloor, Triflex ProDeck หรือ Triflex ProPark ตามสภาพพื้นที่และข้อกำหนดของโครงการ
คุณสมบัติด้านความปลอดภัยของพื้นผิว
ระบบใช้ทรายควอตซ์ขนาดประมาณ 0.7–1.2 มิลลิเมตรเพื่อสร้างผิวสัมผัสและเพิ่มความฝืด ช่วยลดความเสี่ยงจากการลื่นไถลของรถยนต์และผู้ใช้งาน โดยความหยาบและระดับความฝืดของผิวต้องเลือกให้เหมาะกับบริเวณใช้งานจริง
ชั้นผิวสำเร็จใช้ Triflex Cryl Finish 209 ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มความทนทานต่อแรงทางกลและสารเคมี พร้อมช่วยให้พื้นผิวดูแลรักษาและทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น
โครงสร้างระบบโดยทั่วไป
1. การเตรียมและรองพื้น
พื้นผิวต้องแข็งแรง สะอาด แห้ง และปราศจากฝุ่น น้ำมัน จาระบี สีเก่าที่หลุดล่อน หรือสารปนเปื้อนที่อาจลดการยึดเกาะ ไพรเมอร์ต้องเลือกให้เหมาะกับวัสดุพื้นเดิม โดยระบบมีตัวเลือก เช่น
- Triflex Cryl Primer 287 สำหรับพื้นผิวดูดซึม เช่น คอนกรีต ปูนปรับระดับ หรือไม้ ใช้ขั้นต่ำประมาณ 0.35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
- Triflex Pox Primer 116+ สำหรับรองพื้น อุดผิว หรือปรับระดับความขรุขระ ใช้ประมาณ 0.30–0.40 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
- Triflex Metal Primer สำหรับพื้นผิวโลหะและบริเวณที่มีสนิม ใช้ประมาณ 0.15 ลิตรต่อตารางเมตร
- Triflex Glass Primer สำหรับกระจกที่ไม่ได้ขัดผิว ใช้ประมาณ 0.05 ลิตรต่อตารางเมตร
ปริมาณข้างต้นอ้างอิงจากพื้นผิวเรียบและสม่ำเสมอ ปริมาณจริงอาจเพิ่มขึ้นตามความหยาบ การดูดซึม และสภาพพื้นเดิม
2. ชั้นเคลือบและสร้างความฝืด
ระบบใช้ Triflex Cryl Finish 209 ร่วมกับการโรยทรายควอตซ์เพื่อสร้างผิวที่ช่วยลดการลื่น ปริมาณการใช้ Triflex Cryl Finish 209 อยู่ที่ประมาณ 0.50–0.70 กิโลกรัมต่อตารางเมตรบนพื้นผิวเรียบ โดยขึ้นอยู่กับบริเวณและรูปแบบการใช้งาน
3. ชั้นผิวสำเร็จ
Triflex Cryl Finish 209 ใช้เป็นชั้นผิวสำเร็จเพื่อเพิ่มความทนทานต่อแรงทางกลและสารเคมี รวมถึงสามารถเลือกสีให้เหมาะกับแนวทางการจัดพื้นที่ภายในอาคารจอดรถได้
4. ระบบบริเวณรอยต่อและรายละเอียด
บริเวณผนัง เสา ขอบพื้น ท่อระบายน้ำ รอยต่อ และจุดเชื่อมต่อต่าง ๆ สามารถใช้ Triflex ProDetail ร่วมกับ Triflex Special Fleece เพื่อทำระบบกันซึมเสริมใยให้ต่อเนื่องกับพื้นหลัก
Triflex ProDetail ใช้ขั้นต่ำประมาณ 3 กิโลกรัมต่อตารางเมตรบนพื้นผิวเรียบ ส่วนแผ่นใย Triflex Special Fleece ทำหน้าที่เสริมความแข็งแรงและช่วยควบคุมความหนาของชั้นวัสดุบริเวณรายละเอียด
วัสดุเสริมและวัสดุซ่อมแซมที่ใช้ร่วมกับระบบ
กรณีพื้นเดิมไม่เรียบหรือมีความเสียหาย สามารถเลือกใช้วัสดุเพิ่มเติมตามสภาพหน้างาน เช่น
- Triflex Cryl RS 240 ปูนซ่อมแซมชนิดแข็งตัวเร็วสำหรับซ่อมพื้นและงานภายนอกที่มีความหนาประมาณ 5–50 มิลลิเมตร ใช้ประมาณ 2.20 กิโลกรัมต่อตารางเมตรต่อความหนา 1 มิลลิเมตร
- Triflex Cryl Paste สำหรับปรับความไม่เรียบ รอยซ้อนของแผ่นใย หรือร่องบนพื้นผิว ใช้ประมาณ 1.40 กิโลกรัมต่อตารางเมตรต่อความหนา 1 มิลลิเมตร
- Triflex FlexFiller สำหรับอุดและปิดผนึกรอยต่อ
- Triflex DeckFloor สามารถนำมาใช้เป็นชั้นเคลือบรับงานหนักหรือชั้นปรับผิวในบางบริเวณ โดยใช้ขั้นต่ำประมาณ 4 กิโลกรัมต่อตารางเมตรบนพื้นผิวเรียบ
ติดตั้งรวดเร็วและลดเวลาปิดพื้นที่
เรซิน PMMA ในระบบสามารถแข็งตัวได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง จึงสามารถดำเนินงานแบบแบ่งโซนและทำงานหลายขั้นตอนได้ภายในวันเดียว ช่วยลดระยะเวลาที่ช่องจอดหรือทางสัญจรต้องหยุดให้บริการ เหมาะสำหรับอาคารจอดรถที่ไม่สามารถปิดพื้นที่ทั้งหมดเป็นเวลานาน
ระยะเวลาแข็งตัวและเปิดใช้งานจริงอาจแตกต่างตามอุณหภูมิ สภาพอากาศ ความชื้น สภาพพื้นผิว ปริมาณวัสดุ และรูปแบบระบบที่เลือกใช้ จึงต้องปฏิบัติตามเอกสารวางแผนและข้อมูลผลิตภัณฑ์ฉบับล่าสุดของผู้ผลิต
การออกแบบสีและแบ่งพื้นที่
Triflex DeckCoat มีสีผิวสำเร็จให้เลือกหลายเฉด สามารถใช้สีเพื่อแยกพื้นที่แต่ละชั้น แบ่งช่องจอด กำหนดเส้นทางรถยนต์ ทำทางเดินเสมือน หรือเน้นช่องจอดพิเศษได้ การใช้สีที่แตกต่างกันช่วยให้ผู้ใช้งานจดจำตำแหน่งและค้นหาเส้นทางภายในอาคารจอดรถได้ง่ายขึ้น พร้อมช่วยเพิ่มความชัดเจนและความปลอดภัยในการสัญจร
มาตรฐานและการรับรอง
ระบบ Triflex DeckCoat ผ่านข้อกำหนดระบบปกป้องพื้นผิว Class OS 8 ตามแนวทางของ German Committee on Reinforced Concrete และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องและซ่อมแซมโครงสร้างคอนกรีต
ระบบยังได้รับการจัดประเภทปฏิกิริยาต่อไฟระดับ Cfl-s1 ตามมาตรฐาน DIN EN 13501-1 ซึ่งเป็นการจำแนกคุณสมบัติด้านการตอบสนองต่อไฟของวัสดุปูพื้น
ข้อควรคำนึงก่อนติดตั้ง
ควรตรวจสอบความแข็งแรงของพื้น ความชื้น รอยแตกร้าว การเคลื่อนไหวของรอยต่อ ความลาดเอียง และระบบระบายน้ำก่อนเริ่มงาน พื้นผิวที่แตกร้าว เคลื่อนไหว หรือรับแรงเฉือนสูงอาจต้องใช้ระบบเสริมแรงหรือระบบเคลือบสำหรับงานหนักมากกว่า Triflex DeckCoat
ชนิดไพรเมอร์ ปริมาณทรายควอตซ์ ความหยาบของผิว สีผิวสำเร็จ และรายละเอียดรอยต่อต้องเลือกให้เหมาะกับพื้นผิวและระดับการใช้งานจริง การติดตั้งควรดำเนินการตามเอกสารระบบฉบับล่าสุดของ Triflex และโดยผู้ติดตั้งที่มีความชำนาญ
ดาวน์โหลดเอกสาร












