หลังคาเก่ากันซึมเสื่อม รื้อแล้วทำใหม่ด้วย Sarnafil TG 66 ช่วยแก้ปัญหาน้ำรั่วซึม
หลังคาเก่าที่ใช้งานมาหลายปีมักเริ่มมีอาการให้เห็นทีละนิด เช่น ฝ้าเพดานเป็นคราบน้ำ ผนังชื้น สีลอก น้ำหยดหลังฝนตก หรือกันซึมเดิมพอง ล่อน แตก และหลุดเป็นแผ่น ปัญหาเหล่านี้ไม่ควรแก้ด้วยการปะเฉพาะจุดซ้ำไปเรื่อย ๆ เพราะถ้าระบบกันซึมเดิมเสื่อมทั้งพื้นที่ การซ่อมเล็ก ๆ อาจช่วยได้แค่ช่วงสั้น แล้วกลับมารั่วอีกในตำแหน่งใหม่
การแก้ปัญหาให้จบสำหรับหลังคาเก่าที่กันซึมเสื่อมหนัก จึงควรพิจารณา รื้อระบบเดิมที่เสียหายออก แล้วทำระบบกันซึมใหม่ให้ถูกต้อง โดยเฉพาะอาคารขนาดใหญ่ ดาดฟ้า โรงงาน คลังสินค้า หรือหลังคาที่มีน้ำขังและรั่วซ้ำหลายจุด เพราะการทำใหม่ทั้งระบบจะช่วยให้ควบคุมชั้นกันซึม แนวรอยต่อ รายละเอียดรอบท่อ และจุดเสี่ยงได้ดีกว่าการปะซ่อมเฉพาะหน้า
Sarnafil TG 66 หรือ Sarnafil® TG 66 เป็นแผ่นเมมเบรนกันซึมหลังคาชนิด FPO จาก Sika ที่เหมาะกับงานรีโนเวทหลังคาเก่าหรือพื้นที่หลังคาขนาดใหญ่ โดยข้อมูลจาก Sika ระบุว่า Sarnafil TG 66 เป็นแผ่นกันซึมสังเคราะห์หลายชั้น ผลิตจาก flexible polyolefins มีชั้นเสริม glass non-woven inlay เชื่อมรอยต่อด้วยลมร้อน ทน UV และเหมาะกับหลังคาระบบถ่วงน้ำหนัก เช่น กรวด แผ่นคอนกรีต หลังคาเขียว รวมถึงหลังคาเปิดผิวบางระบบ
หลังคาเก่ากันซึมเสื่อมมีอาการแบบไหน?
หลังคาเก่าที่ระบบกันซึมเริ่มหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ มักไม่ได้รั่วทันทีเป็นจุดใหญ่ แต่จะเริ่มจากอาการเล็ก ๆ ก่อน เช่น มีคราบชื้นหลังฝนตก น้ำซึมเป็นบางช่วง หรือวัสดุกันซึมเดิมเริ่มล่อน เมื่อปล่อยไว้นาน น้ำจะค่อย ๆ ซึมผ่านชั้นกันซึมเดิมลงสู่โครงสร้างและพื้นที่ภายในอาคาร
อาการที่ควรเริ่มตรวจหลังคา ได้แก่
- ฝ้าเพดานมีคราบน้ำ
- ผนังด้านในอาคารชื้น
- สีผนังพองหรือลอก
- น้ำหยดหลังฝนตกหนัก
- ดาดฟ้ามีน้ำขังหลายจุด
- กันซึมเดิมพอง ล่อน หรือแตกร้าว
- มีรอยซ่อมหลายตำแหน่งบนหลังคา
- รอบท่อ drain รั่วซ้ำ
- ขอบ parapet มีรอยแยก
- หลังคารั่วซ้ำแม้เคยซ่อมแล้ว
ถ้าเจออาการเหล่านี้หลายข้อพร้อมกัน แปลว่าปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่จุดรั่วเล็ก ๆ เพียงจุดเดียว แต่อาจเป็นสัญญาณว่าระบบกันซึมเดิมเสื่อมทั้งพื้นที่


ทำไมบางครั้งต้องรื้อกันซึมเก่าออกก่อน?
หลายคนอยากแก้ปัญหาหลังคารั่วด้วยการทาหรือปูวัสดุใหม่ทับระบบเดิม เพราะดูเหมือนประหยัดเวลาและลดงานรื้อ แต่ในหลายกรณี การทับของเก่าที่เสื่อมแล้วอาจทำให้ระบบใหม่ไม่ยึดเกาะกับพื้นจริง และเมื่อชั้นเดิมพองหรือล่อน ระบบใหม่ก็มีโอกาสเสียหายตามไปด้วย
ควรรื้อระบบเดิมออกในกรณี เช่น
- กันซึมเดิมล่อนหรือพองหลายจุด
- มีน้ำขังอยู่ใต้ชั้นกันซึมเดิม
- วัสดุเก่าเสื่อมจนกรอบแตก
- มีการปะซ่อมหลายชั้นจนพื้นไม่เรียบ
- ไม่รู้ชนิดของระบบกันซึมเดิม
- พื้นเดิมมีคราบชื้นหรือเชื้อราใต้ชั้นกันซึม
- ต้องเปลี่ยนระบบหลังคาใหม่ทั้งพื้นที่
- ต้องตรวจและซ่อมโครงสร้างพื้นด้านล่าง
การรื้อระบบเดิมช่วยให้เห็นสภาพพื้นจริง สามารถซ่อมรอยแตกร้าว ปรับ slope แก้น้ำขัง และเตรียมผิวรองรับระบบใหม่ได้ถูกต้องกว่า
Sarnafil TG 66 คืออะไร?
Sarnafil TG 66 คือแผ่นเมมเบรนกันซึมหลังคาชนิด FPO หรือ Flexible Polyolefin ใช้เป็นระบบกันซึมสำหรับหลังคาอาคาร โดยเฉพาะงานที่ต้องการแผ่นเมมเบรนที่ควบคุมคุณภาพจากโรงงานและเชื่อมรอยต่อให้เป็นระบบต่อเนื่องได้
ข้อมูลจาก Sika ระบุว่า Sarnafil TG 66 เป็น roof waterproofing sheet แบบ multi-layer synthetic membrane มี glass non-woven inlay ตามมาตรฐาน EN 13956 เป็นเมมเบรนที่เชื่อมด้วยลมร้อน ทน UV เหมาะกับสภาพอากาศร้อนและเขตร้อน และใช้กับหลังคาระบบถ่วงน้ำหนัก เช่น gravel, concrete slabs, green roof รวมถึง exposed flat roofs ตามระบบที่ออกแบบ
เหมาะกับงาน เช่น
- หลังคาเก่าที่กันซึมเสื่อม
- ดาดฟ้าอาคารที่รั่วซ้ำ
- หลังคาโรงงาน
- หลังคาคลังสินค้า
- หลังคาอาคารสำนักงาน
- หลังคาโรยกรวด
- หลังคาปูแผ่นคอนกรีต
- หลังคาเขียว
- Utility roof
- Inverted roof
- หลังคาพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ต้องการระบบเมมเบรน FPO


ทำไม Sarnafil TG 66 เหมาะกับงานรื้อแล้วทำใหม่?
- เป็นระบบแผ่นเมมเบรนที่ควบคุมคุณภาพจากโรงงาน
เมื่อหลังคาเก่ามีปัญหากันซึมเสื่อม การทำระบบใหม่ด้วยแผ่นเมมเบรนช่วยให้ควบคุมคุณภาพวัสดุได้สม่ำเสมอกว่าการซ่อมปะหลายชนิดปนกัน เพราะตัวแผ่นผลิตมาจากโรงงานและนำมาติดตั้งเป็นระบบบนหน้างาน
จุดที่ต้องควบคุมในหน้างานคือการเตรียมพื้น การวางแผ่น แนวรอยต่อ การเชื่อมลมร้อน และการเก็บรายละเอียดรอบจุดเสี่ยง
- เชื่อมรอยต่อด้วยลมร้อน
Sarnafil TG 66 เป็นเมมเบรนที่เชื่อมรอยต่อด้วย hot air welding และไม่ใช้เปลวไฟเปิดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ของ Sika
สำหรับหลังคาเก่าที่รั่วซ้ำ จุดรั่วมักเกิดจากรอยต่อ วัสดุเดิมที่แยกตัว หรือจุดซ่อมที่ไม่ต่อเนื่อง การใช้ระบบแผ่นเมมเบรนที่เชื่อมรอยต่อได้และตรวจสอบแนวเชื่อมได้ ช่วยให้ระบบใหม่มีความเป็นระเบียบและควบคุมคุณภาพได้ดีขึ้น
- ทน UV และสภาพอากาศภายนอก
หลังคาอาคารต้องโดนแดด ฝน และความร้อนสะสมตลอดปี หากวัสดุกันซึมไม่ทน UV ระบบอาจเสื่อมเร็ว แตก กรอบ หรือรั่วซ้ำได้ Sarnafil TG 66 ถูกระบุว่าเป็นเมมเบรนทน UV และเหมาะกับสภาพอากาศร้อนและเขตร้อน จึงเหมาะกับงานหลังคาที่ต้องรับสภาพอากาศภายนอกในระยะยาว
- เหมาะกับหลังคาระบบถ่วงน้ำหนัก
หลังคาเก่าบางพื้นที่อาจต้องรีโนเวทเป็นหลังคาโรยกรวด ปูแผ่นคอนกรีต หรือทำหลังคาเขียว Sarnafil TG 66 เหมาะกับระบบหลังคาแบบถ่วงน้ำหนัก เช่น gravel, concrete slabs และ green roof ตามข้อมูล Sika
สำหรับงานลักษณะนี้ต้องออกแบบชั้น protection, separation layer, drainage layer และ ballast ให้ครบตามระบบ ไม่ควรปูทับแบบไม่มีชั้นป้องกันเมมเบรน
- มีชั้นเสริมช่วยความคงรูป
Sika ระบุว่า Sarnafil TG 66 มี glass non-woven inlay ซึ่งช่วยเรื่อง dimensional stability หรือความคงรูปของแผ่นเมมเบรน
หลังคาพื้นที่ใหญ่ต้องรับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมทุกวัน ความคงรูปของแผ่นจึงเป็นจุดสำคัญที่ช่วยให้ระบบหลังคาทำงานได้เสถียรมากขึ้นเมื่อออกแบบและติดตั้งอย่างถูกต้อง
งานหลังคาเก่าแบบไหนควรใช้ Sarnafil TG 66?
หลังคารั่วซ้ำหลายจุด
ถ้าหลังคารั่วซ้ำหลายตำแหน่งและเคยซ่อมหลายรอบ การทำระบบเมมเบรนใหม่ทั้งพื้นที่อาจเหมาะกว่าการซ่อมเฉพาะจุด เพราะช่วยควบคุมระบบกันซึมใหม่ให้ต่อเนื่องและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
หลังคาที่กันซึมเดิมเสื่อมทั้งผืน
หากวัสดุเดิมพอง ล่อน แตก หรือเสื่อมหลายจุด ควรรื้อระบบเดิมและเตรียมพื้นใหม่ก่อนติดตั้งระบบเมมเบรน ไม่ควรปูทับชั้นเดิมที่ไม่มั่นคง
หลังคาอาคารพื้นที่ใหญ่
หลังคาโรงงาน คลังสินค้า หรืออาคารสำนักงานมีพื้นที่กว้างและมีจุดเสี่ยงจำนวนมาก การใช้แผ่นเมมเบรน FPO ช่วยให้วางแผนแนวแผ่น แนวเชื่อม และรายละเอียดรอบจุดเสี่ยงได้เป็นระบบ
หลังคาโรยกรวดหรือปูแผ่นคอนกรีต
หากต้องการทำระบบหลังคาแบบถ่วงน้ำหนัก Sarnafil TG 66 เป็นตัวเลือกที่เหมาะ เพราะถูกออกแบบสำหรับหลังคา ballast เช่น กรวด แผ่นคอนกรีต และหลังคาเขียวตามข้อมูล Sika
หลังคาที่มีงานระบบจำนวนมาก
หลังคาที่มีท่อ drain, roof light, ฐานเครื่องจักร, ท่อระบบ และ parapet หลายตำแหน่ง ควรใช้ระบบที่เก็บรายละเอียด junction และ flashing ได้ดี เพื่อลดจุดรั่วซ้ำในอนาคต
ก่อนรื้อแล้วทำใหม่ต้องตรวจอะไรบ้าง?
- ตรวจสาเหตุรั่วจริง
ตำแหน่งน้ำหยดด้านล่างอาจไม่ใช่ตำแหน่งน้ำเข้าด้านบนเสมอไป ต้องสำรวจเส้นทางน้ำ จุดน้ำขัง และรอยต่อบนหลังคาให้ครบก่อนเริ่มรื้อ
- ตรวจสภาพกันซึมเดิม
ต้องดูว่าระบบเดิมเป็นชนิดใด ยึดเกาะดีหรือไม่ มีหลายชั้นหรือไม่ มีน้ำขังใต้ชั้นเดิมหรือไม่ และมีจุดใดต้องรื้อออกทั้งหมด
- ตรวจพื้นโครงสร้างหลังรื้อ
หลังรื้อระบบเดิม ต้องตรวจพื้นคอนกรีตว่ามีรอยร้าว หลุม honeycomb หรือพื้นผิวเสียหายหรือไม่ หากพบต้องซ่อมก่อนติดตั้งเมมเบรน
- ตรวจ Slope และ Drain
หลังคาที่รั่วซ้ำมักมีน้ำขังร่วมด้วย ต้องตรวจ slope และท่อ drain ว่าน้ำระบายได้ดีหรือไม่ หากน้ำขังควรแก้ก่อนทำระบบใหม่
- ตรวจน้ำหนักระบบใหม่
หากจะใช้กรวด แผ่นคอนกรีต หรือหลังคาเขียว ต้องตรวจโครงสร้างว่าอาคารรับน้ำหนักระบบใหม่ได้หรือไม่
- ตรวจจุดทะลุหลังคา
ท่อ งานระบบ ช่องแสง roof light และฐานเครื่องจักรต้องออกแบบรายละเอียดให้ครบ เพราะเป็นจุดที่รั่วซ้ำได้ง่ายที่สุดในงานหลังคาเก่า
ขั้นตอนรื้อกันซึมเก่าแล้วทำใหม่ด้วย Sarnafil TG 66
- สำรวจหลังคาและตำแหน่งน้ำรั่วซึมทั้งหมด
- ตรวจระบบกันซึมเดิมและกำหนดพื้นที่รื้อ
- รื้อวัสดุกันซึมเดิมที่เสื่อม พอง ล่อน หรือเสียหาย
- ทำความสะอาดพื้นผิวและกำจัดเศษวัสดุเดิม
- ตรวจพื้นคอนกรีตหลังรื้อว่ามีรอยแตกหรือโพรงหรือไม่
- ซ่อมรอยแตกร้าว หลุม รูพรุน และพื้นผิวเสียหาย
- ปรับ slope และแก้จุดน้ำขังหากจำเป็น
- เตรียมพื้นให้เรียบ ไม่มีเศษแหลมคม
- วาง separation layer หรือ protection layer ตามระบบ
- ปูแผ่น Sarnafil TG 66 ตามแนวที่ออกแบบ
- เชื่อมแนวรอยต่อด้วยลมร้อน
- ตรวจสอบแนวเชื่อมทุกจุด
- เก็บรายละเอียดรอบ drain, parapet, flashing, roof light และงานระบบ
- ติดตั้งชั้นป้องกันหรือระบบถ่วงน้ำหนักตามรูปแบบหลังคา
- ตรวจการระบายน้ำและจุดเสี่ยงก่อนส่งมอบงาน
จุดที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษในงานหลังคาเก่า
รอบ Drain
หลังคาเก่ามักรั่วรอบ drain เพราะเป็นจุดที่น้ำไหลมารวมมากที่สุด หากท่อ drain อุดตัน ขอบท่อแตกร้าว หรือเก็บเมมเบรนไม่ดี น้ำจะซึมลงได้ง่าย ต้องเก็บรายละเอียดบริเวณนี้ให้แน่นและตรวจสอบก่อนปิดทับ
ขอบ Parapet
ขอบผนังดาดฟ้าหรือ parapet เป็นจุดที่เจอทั้งแดด ฝน และการขยับตัวของวัสดุ ต้องทำเมมเบรนขึ้นผนังและปิดจบให้ถูกระบบ ไม่ควรปูเฉพาะพื้นแนวนอนแล้วปล่อยขอบผนังไว้
Roof Light และช่องเปิด
ช่องแสงและช่องเปิดบนหลังคาเป็นจุดรอยต่อวัสดุต่างชนิด ต้องออกแบบ flashing ให้ดี เพราะมักเป็นตำแหน่งที่รั่วซ้ำในอาคารเก่า
ระบบถ่วงน้ำหนัก
หากใช้กรวดหรือแผ่นคอนกรีตทับเมมเบรน ต้องมีชั้นป้องกันเมมเบรนและจัดวางวัสดุอย่างถูกต้อง ไม่ควรปล่อยให้วัสดุแหลมคมหรือแผ่นปูทับทำลายแผ่นเมมเบรน
ทางเดินซ่อมบำรุง
หลังคาอาคารเก่ามักมีช่างขึ้นไปตรวจแอร์ ท่อ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ควรทำทางเดินซ่อมบำรุงเพื่อป้องกันระบบกันซึมเสียหายจากการเดินซ้ำหรือการลากเครื่องมือ
Sarnafil TG 66 ต่างจากการซ่อมกันซึมแบบทาทับอย่างไร?
| หัวข้อ | Sarnafil TG 66 | ซ่อมแบบทาทับ |
| รูปแบบวัสดุ | แผ่นเมมเบรน FPO | วัสดุเหลวทา/พ่น |
| เหมาะกับ | ทำระบบใหม่ทั้งพื้นที่ หลังคาขนาดใหญ่ | ซ่อมบางระบบหรือพื้นที่ที่พื้นเดิมยังดี |
| จุดสำคัญ | แนวเชื่อม รายละเอียดรอบจุดเสี่ยง ชั้นป้องกัน | ความหนาฟิล์ม การยึดเกาะพื้นเดิม |
| พื้นเดิมเสื่อมหนัก | ควรรื้อและทำระบบใหม่ | ทับแล้วมีโอกาสล่อนตามของเดิม |
| การควบคุมคุณภาพ | ควบคุมแผ่นจากโรงงานและตรวจแนวเชื่อม | ต้องคุมความหนาหน้างาน |
| งานถ่วงน้ำหนัก | เหมาะกับกรวด แผ่นคอนกรีต หลังคาเขียว | ต้องเลือกวัสดุที่รองรับปูทับ |
| การตรวจดูแล | ตรวจแนวรอยต่อและจุด detail เป็นระบบ | ตรวจฟิล์มพอง ล่อน จุดบาง หรือแตกร้าว |
ข้อผิดพลาดที่ทำให้รื้อแล้วทำใหม่แต่ยังรั่วซ้ำ
- รื้อระบบเดิมไม่หมดทั้งที่ชั้นเดิมเสื่อมหนัก
- ไม่ตรวจพื้นคอนกรีตหลังรื้อ
- ไม่ซ่อมรอยแตกร้าวและโพรงก่อนติดตั้ง
- ไม่แก้ slope และจุดน้ำขัง
- ปูแผ่นบนพื้นผิวที่มีเศษแหลมคม
- เชื่อมรอยต่อไม่สมบูรณ์
- ไม่ตรวจแนวเชื่อมก่อนปิดทับ
- ไม่เก็บรายละเอียดรอบ drain และ parapet
- ไม่มีชั้นป้องกันก่อนปูกรวดหรือแผ่นคอนกรีต
- ไม่ออกแบบทางเดินซ่อมบำรุง
- ติดตั้งโดยทีมที่ไม่ชำนาญระบบเมมเบรนหลังคา
ดูแลหลังคาหลังทำใหม่อย่างไรให้ลดโอกาสรั่วซ้ำ?
หลังทำระบบกันซึมใหม่แล้ว ยังควรตรวจหลังคาเป็นระยะ โดยเฉพาะก่อนและหลังฤดูฝน เพราะปัญหาหลังคามักเริ่มจาก drain อุดตัน เศษวัสดุสะสม หรือมีการติดตั้งอุปกรณ์ใหม่โดยไม่เก็บระบบกันซึมรอบฐาน
แนวทางดูแล ได้แก่
- ตรวจ drain และทางน้ำไหลไม่ให้อุดตัน
- เก็บใบไม้และเศษวัสดุออกจากหลังคา
- ตรวจ parapet, flashing และ roof light
- ตรวจแนวรอยต่อเมมเบรนตามแผนบำรุงรักษา
- หลีกเลี่ยงการลากของมีคมบนระบบหลังคา
- ทำทางเดินซ่อมบำรุงในจุดที่มีคนเดินบ่อย
- หากติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ ต้องเก็บระบบกันซึมรอบจุดเจาะใหม่
- ซ่อมจุดเสียหายเล็กก่อนลุกลาม
สรุป: หลังคาเก่ากันซึมเสื่อมควรรื้อระบบเดิมและทำใหม่ด้วย Sarnafil TG 66 อย่างถูกระบบ
หลังคาเก่าที่กันซึมเสื่อม พอง ล่อน แตก หรือรั่วซ้ำหลายจุด ไม่ควรแก้ด้วยการปะเฉพาะหน้าไปเรื่อย ๆ เพราะหากระบบเดิมหมดสภาพแล้ว การทาทับหรือซ่อมบางจุดอาจทำให้ปัญหากลับมาอีก การรื้อระบบเดิมที่เสียหายออก ตรวจพื้นจริง ซ่อมรอยแตกร้าว แก้น้ำขัง และติดตั้งระบบกันซึมใหม่ทั้งพื้นที่จะช่วยลดโอกาสรั่วซ้ำได้ดีกว่า
Sarnafil TG 66 เป็นเมมเบรนกันซึมหลังคาชนิด FPO แบบหลายชั้น มีชั้นเสริม glass non-woven inlay เชื่อมรอยต่อด้วยลมร้อน ทน UV และเหมาะกับหลังคาระบบถ่วงน้ำหนัก เช่น หลังคาโรยกรวด แผ่นคอนกรีต และหลังคาเขียว รวมถึงหลังคาเปิดผิวบางระบบตามข้อมูล Sika
หากต้องการแก้ปัญหาน้ำรั่วซึมจากหลังคาเก่าให้มั่นใจในระยะยาว ควรมอง Sarnafil TG 66 เป็นระบบ ไม่ใช่แค่แผ่นกันซึมหนึ่งชั้น ต้องติดตั้งร่วมกับการเตรียมพื้น การเชื่อมรอยต่อ การเก็บรายละเอียดรอบ drain, parapet, flashing, roof light และการวางชั้นป้องกันหรือชั้นถ่วงน้ำหนักให้ถูกต้อง เมื่อทำครบตามระบบ จะช่วยให้หลังคาเก่าที่รั่วซ้ำกลับมาใช้งานได้ดีขึ้น ลดความเสียหายภายในอาคาร และดูแลต่อได้ง่ายกว่าเดิม
หากคุณกำลังมองหา เคมีภัณฑ์งานก่อสร้างและโซลูชันงานกันซึม/ซ่อมแซมโครงสร้างคุณภาพ ติดต่อสอบถาม ขอคำปรึกษา และสั่งซื้อได้ที่ Line @passawarn หรือโทร 02-552-6468 / อีเมล sales@passawarn.com เลือกชมสินค้าและบริการได้ที่ เว็บไซต์ psw-chemical.com เปลี่ยนงานก่อสร้างของคุณให้ “แข็งแรง ปลอดภัย และได้มาตรฐาน” ด้วยบริการจาก บริษัท ภัศวาลย์ จำกัด (PSW Chemical) วันนี้!
อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ กันซึม ที่นี่!





