ดาดฟ้าโดนแดดจัดทุกวัน กันซึมเดิมเสื่อมเร็ว ใช้ Silcor 575 อย่างไรให้เหมาะกับงานเปิดรับ UV?
ดาดฟ้าคอนกรีตเป็นพื้นที่ที่ต้องเจอทั้ง แดดจัด ความร้อน ฝน น้ำขัง และการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแทบทุกวัน โดยเฉพาะอาคารในประเทศไทยที่ช่วงกลางวันพื้นดาดฟ้าอาจร้อนมาก แต่พอฝนตกอุณหภูมิก็ลดลงอย่างรวดเร็ว การขยายและหดตัวซ้ำ ๆ แบบนี้ทำให้ระบบกันซึมเดิมบางประเภทเริ่มแข็ง กรอบ แตกร้าว พอง หรือหลุดล่อนเร็วกว่าที่คาด
ปัญหาที่พบบ่อยคือ ตอนทำใหม่ ๆ ดาดฟ้าอาจดูไม่มีน้ำรั่ว แต่หลังโดนแดดและฝนต่อเนื่องหลายปี เริ่มเห็นรอยแตกตามมุม พื้นต่อผนัง รอบท่อ หรือพื้นที่กลางดาดฟ้า แล้วเมื่อเข้าสู่หน้าฝน น้ำก็เริ่มซึมลงฝ้าหรือผนังด้านล่างอีกครั้ง
SILCOR® 575 เป็นเมมเบรนกันซึม Polyurethane แบบส่วนประกอบเดียวชนิด Liquid-Applied จาก GCP Applied Technologies ออกแบบสำหรับ Roof-deck, Balcony, Plant Room, Podium และพื้นที่เปิดใช้งาน ตัวผลิตภัณฑ์สร้างชั้น Elastomeric Membrane แบบต่อเนื่องและ Fully Laminated กับพื้นรองรับ อีกทั้ง GCP ระบุคุณสมบัติ Resistant to UV Exposure และ Resists Ponded Water ด้วย
แต่สำหรับดาดฟ้าที่เปิดรับแดดเต็ม ๆ ทุกวัน หากต้องการระบบที่ UV-resistant พร้อมความคงตัวของสีและรองรับ Foot Traffic GCP ระบุให้ใช้ Silcor 575 ร่วมกับ Silcor Top Coat 80 ซึ่งเป็น Aliphatic Polyurethane Protective Coating สำหรับปกป้อง SILCOR Membrane ในพื้นที่ Exposed โดยเฉพาะ
ทำไมแดดจัดถึงทำให้ระบบกันซึมบางชนิดเสื่อมเร็ว?
รังสี UV และความร้อนเป็นปัจจัยสำคัญต่ออายุของวัสดุกันซึมที่อยู่กลางแจ้ง
ดาดฟ้าที่โดนแดดตั้งแต่เช้าจนเย็นต้องรับทั้ง
- UV Radiation
- อุณหภูมิพื้นสูง
- การขยายตัวของคอนกรีต
- การหดตัวช่วงกลางคืน
- Thermal Shock จากฝนตกบนพื้นร้อน
- น้ำขังหลังฝน
- การเดินหรือซ่อมบำรุงบนหลังคา
GCP อธิบายว่าการเลือก Waterproofing สำหรับพื้นที่เปิดควรพิจารณาความเสถียรต่อ UV เพราะเมมเบรนบางประเภทสามารถสูญเสียคุณสมบัติเมื่อโดนแสงแดดต่อเนื่อง และอาจแข็งหรือแตกร้าวได้เมื่อเวลาผ่านไป
ดังนั้นงานดาดฟ้าไม่ควรดูเพียงว่า “กันน้ำได้ไหม” แต่ควรดูด้วยว่าระบบถูกออกแบบให้เปิดรับ UV ในสภาพใช้งานจริงหรือไม่


Silcor 575 ทน UV ได้ไหม?
ข้อมูลปัจจุบันของ GCP ระบุ Silcor 575 ว่า Resistant to UV Exposure และสามารถปล่อย Exposed, ทาสี, Overcoat หรือปูกระเบื้องทับได้ตามระบบที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม หากต้องการระบบที่มีคุณสมบัติ
- UV-resistant
- UV colour-stable
- Non-slip
- Foot-trafficable
GCP ระบุให้ใช้ Silcor 575 + Silcor Top Coat 80 ร่วมกัน
จึงควรเข้าใจคำว่า “Silcor 575 ทน UV” ให้ถูกต้องว่า ตัวเมมเบรนมีความสามารถรับ UV Exposure แต่ในงานดาดฟ้าเปิดที่ต้องการการปกป้องผิว ความคงตัวของสี และการเดินใช้งาน ควรทำ Top Coat ตามระบบของผู้ผลิต
Silcor Top Coat 80 คืออะไร?
Silcor Top Coat 80 เป็น Two-Part Aliphatic Polyurethane Protective Coating ที่ GCP ออกแบบสำหรับปกป้องระบบ SILCOR Membrane ในพื้นที่เปิดรับสภาพอากาศ
ผู้ผลิตระบุว่า Top Coat 80
- UV-resistant
- Foot-trafficable
- Fast curing
- Permanently flexible
- ยึดเกาะกับระบบได้ดี
- ใช้กับ Roofs
- Balconies
- Decks
- Plant Room
- Perimeter Turn-Up
- Penetration
- Sill และ Window Flashing
ได้ตามระบบที่กำหนด
ผลทดสอบ Accelerated Weathering ของ Top Coat 80 ตาม ASTM G154 ที่ 2,000 ชั่วโมง ระบุว่าไม่พบการเปลี่ยนสี การแตกร้าว การพอง หรือการแยกชั้นภายใต้เงื่อนไขการทดสอบดังกล่าว
ดาดฟ้าแบบไหนเหมาะกับ Silcor 575?
GCP ระบุ Silcor 575 สำหรับพื้นที่ เช่น
- Roof Deck
- Balcony
- Plant Room Floor
- Podium
- Bund
- Exposed Pathway
- Sill / Window Flashing
โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องการ Liquid Membrane แบบต่อเนื่องและมีรายละเอียดจำนวนมาก
จึงเหมาะกับดาดฟ้าที่มี
- พื้นต่อผนังหลายแนว
- Parapet
- รอบท่อ
- Floor Drain
- ฐานเครื่องจักร
- เสาและฐานคอนกรีต
- จุดเปลี่ยนระดับ
- มุมจำนวนมาก
เพราะ Silcor 575 เป็นวัสดุเหลวที่สามารถทาไปตามรูปทรงของพื้นและ Detail ได้ โดยไม่ต้องตัดต่อแผ่นเมมเบรนจำนวนมาก
ดาดฟ้าเก่าที่กันซึมเดิมเสื่อม ใช้ Silcor 575 ทาทับได้เลยไหม?
ไม่ควรทาทับโดยไม่ตรวจพื้นเดิมก่อน
ก่อนเริ่มงานต้องตรวจว่า Waterproofing เดิมมีสภาพอย่างไร เช่น
- มีการพองหรือ Blister หรือไม่
- มีส่วนหลุดออกจากพื้นหรือไม่
- แตกกรอบจาก UV หรือไม่
- มีความชื้นติดอยู่ใต้ชั้นเดิมหรือไม่
- เข้ากันได้กับ Primer และ Silcor System หรือไม่
ถ้าวัสดุเดิมเสื่อมและยึดเกาะไม่ดี ต่อให้ทา Silcor 575 ใหม่ด้านบน ระบบใหม่ก็อาจหลุดออกมาพร้อมชั้นเดิมได้
GCP กำหนดให้พื้นสำหรับ Silcor 575 ต้อง แข็งแรง เรียบ ไม่มีฝุ่น Laitance วัสดุหลวม น้ำมัน หรือสิ่งปนเปื้อนอื่นที่ลดการยึดเกาะ และ Concrete Defect ต้องได้รับการซ่อมก่อนเริ่มระบบ
รอยแตกเดิมต้องซ่อมก่อนหรือไม่?
ต้องตรวจและเก็บ Detail ก่อนทำเมมเบรนเต็มพื้นที่
GCP ระบุให้ใช้ Silcor LM PU Sealant สำหรับ
- Filling Joint
- Filling Crack
- Filling Gap
- Angle Fillet
- Penetration
- Sealing Outlet
ก่อนทำ Primer และ Silcor Waterproofing Membrane
ดังนั้นลำดับไม่ควรเป็น
กันซึมเดิมแตก → ทา Silcor 575 ทับทันที
แต่ควรเป็นประมาณ
รื้อส่วนที่เสื่อม → เปิดพื้นแข็งแรง → ซ่อม Concrete → เก็บ Crack/Joint → ทำ Angle Fillet → Primer → Silcor 575 → Top Coat 80
มุมพื้นต่อผนังต้องทำ Detail ทำไม?
จุดพื้นชนผนังเป็นบริเวณที่เกิด Stress Concentration ได้ง่าย เพราะวัสดุแนวนอนและแนวตั้งเปลี่ยนทิศทางทันที
ถ้าทาเมมเบรนเข้ามุมฉากคม ๆ โดยตรง การเคลื่อนตัวของพื้นและผนังอาจสร้างแรงสูงบริเวณมุม
GCP จึงระบุให้ Silcor LM PU Sealant ใช้ทำ Angle Fillet ที่ Internal Corner ก่อนทำ Membrane หลัก
วิธีนี้ช่วยให้ Silcor 575 เปลี่ยนจากแนวนอนขึ้นแนวตั้งได้ต่อเนื่องมากขึ้น และช่วยลดจุดอ่อนของระบบบริเวณขอบดาดฟ้า
Silcor LM PU Sealant รับการเคลื่อนตัวได้หรือไม่?
Silcor LM PU Sealant เป็น One-Part Elastomeric Polyurethane Sealant แบบ Low Modulus และ GCP ระบุว่ามีความยืดหยุ่นถาวร รวมถึงมีค่า Elongation มากกว่า 700% ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์
จึงเหมาะกับ Detail อย่าง Gap, Crack และ Angle Fillet ก่อนทำเมมเบรน
แต่หากเป็น Structural Movement Joint หรือ Expansion Joint ที่มีการเคลื่อนตัวสูง ต้องออกแบบ Joint ตาม Movement จริง ไม่ควรใช้ Silcor LM PU Sealant หรือ Silcor 575 ปิดข้ามแบบทั่วไปแล้วถือว่าใช้ได้ทุกกรณี
Silcor 575 ต้องทาหนาเท่าไร?
GCP กำหนดความหนารวมขั้นต่ำของ Silcor 575 ที่
WFT หรือ Wet Film Thickness 1.75 มม.
เพื่อให้ได้
DFT หรือ Dry Film Thickness อย่างน้อย 1.5 มม.
และสามารถทำเป็นหนึ่งหรือสอง Coat ได้ โดยควรตรวจ WFT ระหว่างติดตั้งด้วย Wet Film Thickness Gauge
ประเด็นนี้สำคัญมากกับดาดฟ้า เพราะหากใช้วิธี “ทาให้ทั่วก็พอ” อาจเกิดพื้นที่บางกว่าที่กำหนดโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะพื้นขรุขระ รอบมุม และรอบท่อ
Silcor Top Coat 80 ใช้ปริมาณเท่าไร?
GCP ระบุ Silcor Top Coat 80 ที่อัตรารวมประมาณ
0.3 กก./ตร.ม.
เพื่อให้ได้ความหนาแห้งขั้นต่ำประมาณ
DFT 0.15 มม.
สำหรับการทาด้วย Brush หรือ Roller ผู้ผลิตระบุให้ทำ 2 Coat โดยทาชั้นที่สอง Cross Direction กับชั้นแรก เพื่อให้ Finish สม่ำเสมอ ส่วน Spray สามารถทำแบบ Wet-on-Wet ตามคำแนะนำผลิตภัณฑ์
ทำไมต้องเลือก Top Coat แบบ Aliphatic Polyurethane?
คุณสมบัติสำคัญของ Aliphatic Polyurethane คือเหมาะกับชั้น Finish ที่ต้องรับแสงแดด โดยเฉพาะเรื่อง UV Stability และ Colour Stability
Silcor Top Coat 80 ถูกออกแบบเพื่อปกป้อง SILCOR Membrane ที่อยู่ใน Exposed External Situation โดยตรง และ GCP ระบุว่าใช้สร้าง Colour-Stable, Non-Slip Finish บน Roof และ Deck ได้
จึงเหมาะกับดาดฟ้าที่ไม่มีการปูกระเบื้องหรือทำ Screed ปิดทับ และต้องเปิดผิวระบบกันซึมรับแดดโดยตรง
ถ้าดาดฟ้ามีคนขึ้นไปเดิน ต้องทำ Top Coat ไหม?
ถ้าเป็นระบบเปิดรับแดดและมี Foot Traffic การใช้ Top Coat 80 เป็นทางเลือกที่ตรงกับระบบที่ GCP ระบุไว้
Silcor 575 สามารถรับ Foot Traffic หลังประมาณ 12 ชั่วโมง ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ แต่ระบบ Silcor 575 ร่วมกับ Top Coat 80 จะให้ Finish ที่ UV-resistant, Non-slip และเหมาะกับพื้นที่เดินใช้งานมากกว่า
อย่างไรก็ตาม Foot Traffic หมายถึงการเดินใช้งานทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าพื้นสามารถรับการลากเหล็ก วางเครื่องจักรหนัก หรือถูกของมีคมกระแทกโดยไม่ต้องป้องกัน
Silcor 575 รับน้ำขังได้ไหม?
GCP ระบุ Silcor 575 ว่าเป็น Waterproof Membrane ที่ Resists Ponded Water
แต่ไม่ได้หมายความว่าออกแบบดาดฟ้าให้มีน้ำขังถาวรได้โดยไม่สนใจ Drainage
ก่อนทำระบบควรตรวจ
- Slope
- Floor Drain
- Scupper
- Overflow
- ท่อระบายน้ำ
- จุดต่ำของพื้น
เพราะการระบายน้ำที่ดีช่วยลดระยะเวลาที่ระบบต้องแช่น้ำและช่วยลดปัญหาอื่น เช่น คราบ ตะไคร่ หรือการเสื่อมของวัสดุรอบข้าง
พื้นคอนกรีตใหม่ต้องรอนานแค่ไหน?
ข้อมูล Silcor 575 ระบุว่า Concrete ใหม่ควร Cure ประมาณ 28 วัน และ Render ประมาณ 7 วัน ก่อนทำระบบตามเงื่อนไขผลิตภัณฑ์
กรณีดาดฟ้าเก่าที่ซ่อมด้วย Repair Mortar ใหม่ ควรตรวจช่วง Cure ของวัสดุซ่อมและความชื้นก่อนทำ Primer หรือ Membrane ต่อเช่นกัน
ไม่ควรรีบปิดระบบบนพื้นซ่อมที่ยังมีความชื้นสูงโดยไม่ตรวจ Compatibility
หลังทำ Silcor 575 กี่ชั่วโมงจึง Flood Test ได้?
ข้อมูล GCP ระบุว่า Silcor 575 พร้อมสำหรับ
- Flood Test
- Tiling
- Topping
ประมาณ 48 ชั่วโมง ภายใต้เงื่อนไขผลิตภัณฑ์
เวลาจริงอาจแตกต่างจากอุณหภูมิ ความชื้น และสภาพหน้างาน จึงควรตรวจ Cure จริงก่อนเริ่มทดสอบน้ำ
วิธีทำดาดฟ้าที่โดน UV จัดด้วย Silcor 575 โดยสรุป
- สำรวจพื้นที่ที่กันซึมเดิมเสื่อม
- ตรวจ Blister และจุดหลุด
- ตรวจ Crack และ Joint
- ตรวจพื้นต่อผนัง
- ตรวจ Floor Drain และรอบท่อ
- ตรวจ Slope
- รื้อวัสดุเดิมที่ไม่แข็งแรง
- ทำความสะอาด Concrete Surface
- ซ่อม Concrete Defect
- ใช้ Silcor LM PU Sealant เก็บ Gap และ Crack
- ทำ Angle Fillet ตามมุม
- เก็บ Penetration และ Outlet
- ปล่อยงาน Detail ให้ Skin Cure
- ลง Primer ตามสภาพพื้น
- ทา Silcor 575 เต็มพื้นที่
- ตรวจ WFT ระหว่างทำงาน
- ให้ได้ WFT รวมอย่างน้อย 1.75 มม.
- ปล่อยเมมเบรน Cure
- ทำ Silcor Top Coat 80 สำหรับพื้นที่เปิดรับ UV ตามระบบ
- ตรวจพื้นที่รอบมุมและ Penetration ซ้ำ
- ปล่อยระบบ Cure ตามข้อกำหนด
- Flood Test เมื่อระบบพร้อม
- ตรวจการรั่วจากพื้นที่ด้านล่างก่อนเปิดใช้งาน
ข้อผิดพลาดที่ทำให้ระบบกันซึมดาดฟ้าเสื่อมเร็ว
- ทาระบบใหม่ทับกันซึมเดิมที่หลุด
- ไม่ซ่อม Crack ก่อน
- ไม่ทำ Angle Fillet
- รอบท่อมีช่อง
- Floor Drain เก็บ Detail ไม่ครบ
- พื้นมีฝุ่นหรือ Laitance
- ไม่ใช้ Primer ที่เหมาะกับพื้น
- Silcor 575 บางกว่าที่กำหนด
- ไม่ตรวจ WFT
- เปิดผิวเมมเบรนรับแดดแต่ไม่เลือก Finish ตามระบบ
- Top Coat บางหรือขาดช่วง
- งานช่างอื่นมาเจาะผิวภายหลัง
- ปล่อย Drain อุดตันจนน้ำขัง
- Structural Crack ยังเคลื่อนตัวแต่ซ่อมเฉพาะผิว
Silcor 575 ทนแดดแล้วหมายความว่าไม่ต้องบำรุงรักษาเลยไหม?
ไม่ควรตีความแบบนั้น
แม้ GCP ระบุว่า Silcor 575 ทน UV Exposure และ Top Coat 80 ออกแบบให้ UV-resistant แต่ดาดฟ้ายังเป็นพื้นที่ที่รับสภาพอากาศรุนแรงตลอดเวลา จึงควรตรวจระบบเป็นระยะ โดยเฉพาะ
- รอยแตกใหม่
- Drain
- ขอบ Parapet
- Penetration
- จุดที่มีเครื่องจักร
- รอยขีดข่วนจากการเดินงาน
- การเสื่อมของ Top Coat
การซ่อมจุดเล็กตั้งแต่เริ่มพบมักง่ายกว่ารอจนเกิดน้ำรั่วแล้วต้องรื้อระบบเป็นพื้นที่ใหญ่
สรุป: ดาดฟ้าโดนแดดจัดควรใช้ Silcor 575 ร่วมกับ Top Coat 80 เมื่อต้องการระบบเปิดรับ UV
หากดาดฟ้า โดนแดดจัดทุกวันและระบบกันซึมเดิมเริ่มแข็ง กรอบ แตก หรือเสื่อมเร็วจนเกิดน้ำรั่ว Silcor 575 เป็น Polyurethane Liquid Waterproofing Membrane ที่เหมาะกับ Roof-deck และพื้นที่ Exposed หลายประเภท โดย GCP ระบุว่าตัวเมมเบรนสร้าง One-Piece Membrane Barrier, Fully Laminated กับพื้น รับ Ponded Water และมีความทนต่อ UV Exposure
แต่หากต้องการระบบดาดฟ้าเปิดที่เน้น UV Resistance, Colour Stability, Non-Slip และ Foot Traffic ผู้ผลิตระบุให้ใช้ Silcor 575 ร่วมกับ Silcor Top Coat 80 ซึ่งเป็น Aliphatic Polyurethane Protective Coating ที่พัฒนามาสำหรับปกป้อง SILCOR Membrane ในพื้นที่เปิดรับแสงแดดโดยตรง
Silcor 575 ควรทำความหนารวมขั้นต่ำ WFT 1.75 มม. เพื่อให้ได้ DFT อย่างน้อย 1.5 มม. ส่วน Silcor Top Coat 80 ใช้ประมาณ 0.3 กก./ตร.ม. เพื่อให้ได้ DFT ขั้นต่ำ 0.15 มม. ตามข้อมูลปัจจุบันของ GCP
สิ่งสำคัญไม่แพ้ตัววัสดุคือการรื้อระบบเดิมที่เสื่อม เตรียมพื้นให้แข็งแรง ซ่อม Crack และ Joint ใช้ Silcor LM PU Sealant ทำ Angle Fillet และ Detail รอบ Penetration ก่อนทำเมมเบรนหลัก เพราะแม้พื้นที่กลางดาดฟ้าจะทน UV ดี แต่ถ้ามุมและรอยต่อยังมีช่อง น้ำก็สามารถกลับเข้าสู่ระบบได้
ดังนั้นสำหรับดาดฟ้าที่ รับแดดแรง ฝนบ่อย และต้องเปิดผิวระบบกันซึมใช้งานจริง แนวทางที่ครบกว่าคือมองเป็นระบบ พื้นคอนกรีตที่เตรียมถูกต้อง → Detail/Sealant → Primer → Silcor 575 → Silcor Top Coat 80 มากกว่าทาเมมเบรนใหม่ทับของเดิมเพียงชั้นเดียว วิธีนี้ช่วยให้ทั้งชั้นกันน้ำและชั้นปกป้องจาก UV ทำหน้าที่ร่วมกัน และช่วยลดความเสี่ยงที่ระบบกันซึมจะเสื่อมเร็วจากสภาพอากาศภายนอก
หากคุณกำลังมองหา เคมีภัณฑ์งานก่อสร้างและโซลูชันงานกันซึม/ซ่อมแซมโครงสร้างคุณภาพ ติดต่อสอบถาม ขอคำปรึกษา และสั่งซื้อได้ที่ Line @passawarn หรือโทร 02-552-6468 / อีเมล sales@passawarn.com เลือกชมสินค้าและบริการได้ที่ เว็บไซต์ psw-chemical.com เปลี่ยนงานก่อสร้างของคุณให้ “แข็งแรง ปลอดภัย และได้มาตรฐาน” ด้วยบริการจาก บริษัท ภัศวาลย์ จำกัด (PSW Chemical) วันนี้!
อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ กันซึม ที่นี่!





