Silcor 575 พื้นอาคารเจอแดดควรทำกันซึมรองรับทนน้ำ ทนแดด

พ.ย. 03, 2026 by admin Blog 0 comment

Silcor 575 พื้นอาคารเจอแดดควรทำกันซึมรองรับทนน้ำ ทนแดดอย่างไร?

พื้นอาคารภายนอกอย่างระเบียง ทางเดิน ดาดฟ้า Podium หรือพื้นที่หน้า Plant Room ต้องรับสภาพต่างจากพื้นภายในอย่างชัดเจน เพราะมีทั้งฝน น้ำขังชั่วคราว ความร้อนจากแสงแดด และการยืดหดของพื้นตามอุณหภูมิ หากเลือกวัสดุกันซึมโดยดูเฉพาะคำว่า “กันน้ำ” แต่ไม่ได้ตรวจว่าเมมเบรนรองรับการเปิดรับ UV หรือการใช้งานกลางแจ้งได้หรือไม่ ระบบอาจเสื่อมเร็วกว่าที่คาด

SILCOR® 575 เป็นเมมเบรน Polyurethane แบบส่วนประกอบเดียวจาก GCP ที่ระบุคุณสมบัติสำคัญไว้ทั้ง Waterproof, Resists Ponded Water และ Resistant to UV Exposure พร้อมใช้งานกับ Roof Deck, Balcony, Podium, Plant Room Floor และ Exposed Pathway Area จึงเหมาะกับพื้นอาคารที่ต้องรับทั้งน้ำและแสงแดดโดยตรงมากกว่าวัสดุกันซึมที่ถูกออกแบบสำหรับซ่อนใต้พื้นเท่านั้น

ตัวผลิตภัณฑ์เป็น Single-Pack ไม่ต้องผสม A+B และสามารถทำเป็นเมมเบรนต่อเนื่องแบบ One-Piece Barrier ซึ่งช่วยลดรอยต่อในพื้นที่หลัก โดย GCP ยังระบุว่าสามารถประยุกต์ใช้แบบ Flood Coating ด้วย Squeegee ได้โดยไม่จำเป็นต้องทำหลายชั้นเสมอไป หากควบคุมความหนาได้ตามระบบ

พื้นภายนอกต้องดูทั้งน้ำและ UV ไม่ใช่เลือกจากกันน้ำอย่างเดียว

น้ำฝนและ UV ทำงานกับพื้นคนละแบบ น้ำพยายามผ่าน Crack, Joint, Drain หรือช่องว่างในระบบ ขณะที่ UV และความร้อนส่งผลต่อการเสื่อมสภาพของวัสดุบนผิวที่เปิดรับแดดต่อเนื่อง GCP ระบุไว้ในแนวทางการเลือก Waterproofing ว่าเมมเบรนบางชนิดสามารถรับ UV ได้ แต่เรื่อง UV Stability, Colour Stability และการปกป้องผิวจากการใช้งาน ต้องพิจารณาแยกกัน

Silcor 575 ถูกระบุว่า Resistant to UV Exposure และสามารถปล่อย Exposed ได้ จึงใช้ในพื้นที่เปิดได้ตามระบบ แต่หากต้องการผิวที่สีคงตัว รองรับการเดิน และมีคุณสมบัติกันลื่น GCP แนะนำให้ใช้ร่วมกับ SILCOR® Top Coat 80 ซึ่งเป็น Aliphatic Polyurethane Protective Coating สำหรับพื้นที่ Exposed โดยตรง

จึงควรแยกหน้าที่ให้ชัดว่า

Silcor 575 = ชั้น Waterproofing หลักSilcor Top Coat 80 = ชั้น Protective Finish สำหรับ UV, Traffic และสภาพผิว

การมี Top Coat ไม่ได้ใช้แทนความหนาของ Membrane และการที่ Silcor 575 รับ UV ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่ต้องปล่อย Base Membrane เปลือยเสมอไป การเลือก Finish ต้องดูว่าพื้นนั้นเป็นเพียง Service Area หรือเป็นทางเดินที่ใช้งานทุกวัน

Silcor 575 ทนน้ำขังได้ แต่พื้นยังต้องมี Slope ที่ดี
Silcor 575 ทนน้ำขังได้ แต่พื้นยังต้องมี Slope ที่ดี

Silcor 575 ทนน้ำขังได้ แต่พื้นยังต้องมี Slope ที่ดี

GCP ระบุ Silcor 575 ว่า Resists Ponded Water จึงเหมาะกับพื้นภายนอกที่หลังฝนตกอาจมีน้ำค้างอยู่บางช่วง เช่น รอบ Drain หรือพื้นที่ลาดเอียงไม่สม่ำเสมอ

แต่การทนน้ำขังไม่ควรตีความว่าไม่ต้องแก้ Slope หากพื้นมีน้ำขังเป็นแอ่งลึกทุกครั้งหลังฝน ควรตรวจ Screed, ปาก Drain และทางระบายน้ำก่อน เพราะเมมเบรนทำหน้าที่ป้องกันน้ำผ่านโครงสร้าง ไม่ได้ทำหน้าที่ระบายน้ำออกจากพื้น

สำหรับงานรีโนเวท ควรตรวจบริเวณที่มีน้ำขังเป็นพิเศษ เพราะมักสัมพันธ์กับ Crack, Joint และ Detail รอบ Drain หากพื้นแตกร้าวหรือมีช่องรอบท่อ การทา Membrane อย่างเดียวโดยไม่ซ่อมรอยก่อนก็ยังมีความเสี่ยงต่อการรั่ว

ความหนาของ Silcor 575 ต้องครบตามระบบ

หัวใจของ Liquid Membrane ไม่ใช่จำนวนรอบที่ทา แต่คือ ความหนาหลังติดตั้ง

PDS ปัจจุบันของ Silcor 575 ระบุว่าเป็นระบบที่สามารถติดตั้งแบบ Single Application/Flood Coating ได้ และสร้างเมมเบรนต่อเนื่องบนพื้นที่ Roof และ Deck โดยต้องติดตั้งตาม Film Thickness ที่กำหนดของระบบ

ดังนั้นหน้างานไม่ควรใช้วิธีทาบาง ๆ เพียงเพื่อให้พื้นเปลี่ยนสีแล้วถือว่าเป็น Waterproofing ที่สมบูรณ์ การควบคุม Wet Film Thickness ระหว่างทำงานยังสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ Concrete หยาบ มุม ขอบ Drain และบริเวณที่ Roller หรือ Squeegee ดึงวัสดุออกบางกว่าพื้นกลาง

หากใช้ Silcor Top Coat 80 ต่อด้านบน GCP ระบุให้ทำ Top Coat แบบ 2 ส่วนประกอบ โดยมีอัตราผสม Resin : Hardener = 5:1 โดยน้ำหนัก และสำหรับการทาด้วย Brush/Roller ให้ทำ 2 Coats โดยชั้นที่สองทาขวางกับชั้นแรกเพื่อให้ Finish สม่ำเสมอ

พื้นต้องพร้อมก่อนทำกันซึม ไม่ใช่ทาทับทุกสภาพ

พื้นอาคารที่เปิดรับแดดและฝนมักผ่านการใช้งานหนัก Concrete อาจมี Crack, Laitance, คราบน้ำมัน หรือระบบกันซึมเดิมที่พองและหลุด หากทา Silcor 575 ทับชั้นที่ไม่แข็งแรง ต่อให้ตัว Membrane ยึดเกาะดี ก็สามารถหลุดไปพร้อมวัสดุด้านล่างได้

ก่อนทำระบบควรตรวจและจัดการอย่างน้อย

  • Concrete ที่ร่วนหรือหลุด
  • Crack และ Joint
  • รอบ Pipe Penetration
  • Floor Drain
  • พื้นต่อผนังและ Parapet
  • ชั้นกันซึมเดิมที่พอง
  • พื้นที่มี Oil หรือ Contamination
  • จุดที่มีน้ำขัง

Silcor 575 ถูกออกแบบให้สร้างเมมเบรน Fully Laminated กับ Substrate ดังนั้นคุณภาพของ Substrate จึงมีผลโดยตรงกับความแข็งแรงของระบบ

พื้นที่ที่มี Crack หรือ Joint ที่ยัง Movement ไม่ควรใช้ Membrane ทาพาดอย่างเดียว ต้องเลือก Repair Detail หรือ Sealant ให้รองรับการเคลื่อนตัวนั้นก่อน เพราะการกันน้ำบนพื้นกลางพื้นที่ดีเพียงใดก็ไม่สามารถชดเชย Joint ที่ไม่ได้รับการจัดการได้

ถ้ามีคนเดินทุกวันควรเพิ่ม Top Coat

Silcor 575 PDS ระบุระบบสำหรับพื้นที่ Foot-Trafficable และเมื่อนำมาใช้ร่วมกับ Silcor Top Coat 80 จะได้ระบบที่ทน UV และเหมาะกับการเดินใช้งานมากขึ้น

Silcor Top Coat 80 ถูกระบุว่าเป็น Protective Coating ชนิด Aliphatic Polyurethane ที่มีคุณสมบัติ UV-resistant, Foot-Trafficable, Fast-Cure และสามารถทำ Non-Slip Finish ใช้กับ Roof, Balcony, Deck และพื้นที่ Exposed ได้โดยตรง

จึงเหมาะกับพื้นที่อย่าง

  • ทางเดินภายนอกอาคาร
  • ระเบียง
  • Roof Deck ที่มีเจ้าหน้าที่ขึ้นตรวจ
  • Plant Room
  • พื้นรอบเครื่องจักรภายนอก
  • พื้นที่ Service

แต่ถ้าพื้นต้องรับรถเข็นหนัก รถ Maintenance หรือ Vehicle Traffic ต้องประเมิน Protection System เพิ่ม เพราะ Foot Traffic กับ Vehicle Traffic เป็นคนละระดับการใช้งาน ไม่ควรใช้คำว่าเดินได้แล้วสรุปว่าสามารถรับรถได้โดยอัตโนมัติ

ระบบที่เหมาะกับพื้นอาคารกลางแจ้ง

สำหรับพื้น Concrete ที่เจอแดดและฝน สามารถวางแนวทางระบบได้เป็น

Concrete → ซ่อม Crack/Joint → เตรียม Substrate → Primer ตามสภาพพื้น → Silcor 575 → ตรวจ Membrane → Silcor Top Coat 80 เมื่อพื้นที่ต้องการ UV-stable/Foot-Trafficable Finish

หากเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้มี Traffic และ Specification อนุญาต Silcor 575 สามารถปล่อย Exposed ได้ตามข้อมูลผู้ผลิต แต่ถ้าต้องการสีคงตัวและผิวใช้งานกลางแจ้งที่สมบูรณ์กว่า Top Coat จะมีบทบาทชัดเจนกว่า

อีกประเด็นที่ควรควบคุมคือ Drainage เพราะแม้ Silcor 575 ทนน้ำขัง แต่การปล่อยพื้นขังน้ำถาวรไม่ใช่วิธีออกแบบที่เหมาะสม ควรทำให้ระบบ Waterproofing และ Drainage ทำงานร่วมกันแทนการหวังพึ่ง Membrane เพียงอย่างเดียว

สรุป: Silcor 575 เหมาะกับพื้นอาคารที่ต้องรับทั้งฝนและแดด แต่ Finish ต้องเลือกตามการใช้งาน

พื้นอาคารภายนอกที่ต้องเจอ แดด ฝน และน้ำขังชั่วคราว สามารถใช้ Silcor 575 เป็น Waterproofing Membrane หลักได้ เพราะ GCP ระบุคุณสมบัติ Waterproof, Resists Ponded Water, Resistant to UV Exposure, Single-Pack และสามารถสร้าง One-Piece Membrane Barrier พร้อมใช้งานใน Roof Deck, Balcony, Podium และ Exposed Pathway Area

แต่การออกแบบให้ “ทนน้ำและทนแดด” ไม่ควรมองเพียงวัสดุตัวเดียว หากพื้นที่มีคนเดินหรืออยากได้ผิวสีคงตัวและกันลื่น ควรพิจารณา Silcor Top Coat 80 ซึ่งออกแบบมาเพื่อปกป้อง Silcor Membrane ในพื้นที่ Exposed และมีคุณสมบัติ UV-resistant กับ Foot-Trafficable โดยตรง

ระบบที่ดีจึงต้องครบตั้งแต่ แก้ Concrete และ Crack → จัดการ Slope/Drain → ทำ Waterproofing Membrane → เลือก Protective Finish ตาม Traffic ไม่ใช่เพียงทากันซึมให้ทั่วพื้น เมื่อแต่ละชั้นทำหน้าที่ถูกต้อง พื้นอาคารจึงรองรับทั้งฝน น้ำขังชั่วคราว และการเปิดรับแดดได้เหมาะสมกับการใช้งานจริง

หากคุณกำลังมองหา เคมีภัณฑ์งานก่อสร้างและโซลูชันงานกันซึม/ซ่อมแซมโครงสร้างคุณภาพ ติดต่อสอบถาม ขอคำปรึกษา และสั่งซื้อได้ที่ Line @passawarn หรือโทร 02-552-6468 / อีเมล sales@passawarn.com เลือกชมสินค้าและบริการได้ที่ เว็บไซต์ psw-chemical.com เปลี่ยนงานก่อสร้างของคุณให้ “แข็งแรง ปลอดภัย และได้มาตรฐาน” ด้วยบริการจาก บริษัท ภัศวาลย์ จำกัด (PSW Chemical) วันนี้!

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ กันซึม ที่นี่!