Data Center คืออะไร ทำไมบริษัทเทคระดับโลกถึงแห่มาลงทุนในไทย
ถ้าย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน คำว่า Data Center หรือ “ศูนย์ข้อมูล” อาจเป็นเรื่องที่คนทั่วไปไม่ค่อยสนใจ เพราะดูเหมือนเป็นเรื่องเฉพาะของบริษัทไอทีหรือองค์กรขนาดใหญ่ แต่เมื่อ AI, Cloud Computing, Streaming, Mobile Banking, Social Media และบริการออนไลน์เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน Data Center ก็กลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญไม่ต่างจากระบบไฟฟ้าหรือเครือข่ายโทรคมนาคม
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่างมาก ทั้ง Amazon Web Services (AWS), Google, Microsoft รวมถึงแพลตฟอร์มขนาดใหญ่อย่าง TikTok และผู้ให้บริการ Data Center อีกหลายบริษัท
ตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดขึ้น โดยเฉพาะช่วงปี 2567–2569 ที่มีโครงการ Data Center ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 42 โครงการ กำลังประมวลผลหรือ IT Load รวมประมาณ 3,400 เมกะวัตต์ และมีมูลค่าลงทุนรวมประมาณ 750,000 ล้านบาท
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า Data Center คืออะไร แต่คือ ทำไมบริษัทเทคระดับโลกถึงเลือกประเทศไทย และการลงทุนเหล่านี้จะเปลี่ยนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยอย่างไร
Data Center คืออะไร และทำไมประเทศไทยกำลังกลายเป็นฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของอาเซียน
Data Center คืออะไร
Data Center หรือศูนย์ข้อมูล คือสถานที่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรวบรวมระบบคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์เครือข่ายจำนวนมากไว้ด้วยกัน เพื่อทำหน้าที่จัดเก็บ ประมวลผล และส่งต่อข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมง
เวลาเราเปิดเว็บไซต์ ดู YouTube ใช้แอปธนาคาร สั่งสินค้าออนไลน์ เก็บไฟล์บน Cloud หรือถาม AI ข้อมูลที่ส่งออกไปไม่ได้ลอยอยู่บนอินเทอร์เน็ตเฉย ๆ แต่จะถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ภายใน Data Center แห่งใดแห่งหนึ่งเพื่อประมวลผล ก่อนส่งผลลัพธ์กลับมายังโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ของเรา
ดังนั้น Data Center จึงเปรียบได้กับ “โรงงานประมวลผลข้อมูล” ของโลกดิจิทัล
ภายในไม่ได้มีเพียงตู้เซิร์ฟเวอร์เรียงกันจำนวนมาก แต่ต้องประกอบด้วยระบบหลายส่วนที่ทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟเวอร์และ Storage สำหรับประมวลผลและจัดเก็บข้อมูล ระบบ Network สำหรับเชื่อมต่อข้อมูล ระบบไฟฟ้าสำรอง UPS และเครื่องกำเนิดไฟ ระบบทำความเย็น ระบบดับเพลิง ระบบรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ รวมถึงระบบตรวจสอบการทำงานตลอดเวลา
เหตุผลที่ต้องมีระบบสำรองหลายชั้น เพราะเว็บไซต์หรือบริการขนาดใหญ่อาจมีผู้ใช้งานพร้อมกันหลายล้านคน หาก Data Center หยุดทำงานเพียงไม่กี่นาที ผลกระทบอาจเกิดขึ้นกับธุรกิจและผู้ใช้งานจำนวนมหาศาล
Data Center เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิด
ลองนึกถึงหนึ่งวันของคนทั่วไป ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาเปิด Social Media เช็กอีเมล ใช้ Google Maps เรียกรถผ่านแอป สแกน QR Code จ่ายเงิน ดู Netflix ทำงานผ่าน Google Workspace หรือ Microsoft 365 ไปจนถึงสั่งสินค้าออนไลน์
เบื้องหลังบริการเหล่านี้ล้วนมี Data Center ทำงานอยู่
ยิ่งพฤติกรรมของผู้บริโภคย้ายเข้าสู่โลกออนไลน์มากเท่าไร ปริมาณข้อมูลก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และเมื่อเข้าสู่ยุค AI ความต้องการด้านการประมวลผลยิ่งสูงกว่าเดิมหลายระดับ เนื่องจากระบบ AI ต้องอาศัยเครื่องประมวลผลประสิทธิภาพสูง เช่น GPU จำนวนมากในการฝึกและให้บริการโมเดล AI
นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกแข่งขันกันสร้าง Hyperscale Data Center ขนาดใหญ่ในภูมิภาคต่าง ๆ


Data Center กับ Cloud Region เหมือนกันหรือไม่
สองคำนี้มักถูกพูดถึงพร้อมกัน แต่ไม่ได้หมายถึงสิ่งเดียวกันเสียทีเดียว
Data Center คือสถานที่จริงที่ติดตั้งเซิร์ฟเวอร์และโครงสร้างพื้นฐาน ส่วน Cloud Region คือพื้นที่ให้บริการ Cloud ของผู้ให้บริการรายหนึ่ง ซึ่งมักประกอบด้วย Data Center หรือ Availability Zone หลายแห่งที่แยกออกจากกันเพื่อเพิ่มความเสถียรของระบบ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ AWS ซึ่งเปิด AWS Asia Pacific (Thailand) Region อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2568 โดย Region ประเทศไทยประกอบด้วย Availability Zone จำนวน 3 โซน
การมี Region อยู่ในประเทศไทยทำให้องค์กรไทยสามารถนำระบบขึ้น Cloud โดยประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลใกล้กับผู้ใช้งานมากกว่าเดิม ซึ่งช่วยทั้งเรื่องความเร็ว ความหน่วงของเครือข่าย และการจัดการ Data Residency
ทำไม Data Center จึงกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไทย
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว เพราะตัวเลขการลงทุนเริ่มสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างชัดเจน
เฉพาะช่วงครึ่งแรกของปี 2568 BOI ระบุว่ามีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนธุรกิจ Data Center จำนวน 28 โครงการ รวมมูลค่าถึง 521,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงขับสำคัญที่ทำให้การลงทุนในกลุ่มดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างมาก
และเมื่อเข้าสู่ปี 2569 การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI ยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีบทบาทต่อการลงทุนของประเทศอย่างชัดเจน
ทำไมบริษัทเทคระดับโลกถึงเลือกประเทศไทย
ไทยอยู่ในตำแหน่งที่เชื่อมต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ดี
ทำเลเป็นหนึ่งในปัจจัยแรก ๆ ที่ผู้ประกอบการ Data Center พิจารณา
ประเทศไทยตั้งอยู่กลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสามารถเชื่อมโยงตลาดอย่างกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม มาเลเซีย และประเทศอื่นในอาเซียนได้
BOI มองว่าไทยมีศักยภาพในการเป็น Connecting Hub สำหรับกลุ่มประเทศ CLMVT ซึ่งมีประชากรรวมกันมากกว่า 250 ล้านคน ทำให้ Data Center ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยไม่ได้มีศักยภาพรองรับเฉพาะตลาดไทย แต่สามารถต่อยอดไปสู่บริการระดับภูมิภาคได้
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยมีความพร้อม
Data Center ต้องการทั้งระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ และโครงข่ายโทรคมนาคมที่สามารถรับส่งข้อมูลจำนวนมหาศาล
ประเทศไทยมีการลงทุนใน Fiber Optic และเครือข่าย 5G อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีระบบโทรคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับบริการดิจิทัลขนาดใหญ่
BOI ระบุว่า ความพร้อมด้านระบบไฟฟ้า อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 5G และศักยภาพในการจัดหาพลังงานสะอาด เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดการลงทุน Data Center เข้ามาในประเทศ
ตลาดดิจิทัลในประเทศมีขนาดใหญ่
อีกเหตุผลหนึ่งคือ บริษัทระดับโลกไม่ได้มองประเทศไทยเป็นเพียงสถานที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ แต่ยังมองเห็น “ลูกค้า” จำนวนมากอยู่ในประเทศ
ทั้งธนาคาร โรงพยาบาล ธุรกิจค้าปลีก โรงงานอุตสาหกรรม หน่วยงานราชการ SME และ Startup ต่างเร่งทำ Digital Transformation ขณะที่เทคโนโลยีอย่าง AI, IoT และ Cloud Computing กำลังถูกนำมาใช้มากขึ้น
นอกจากนี้ นโยบาย Cloud First ของภาครัฐยังช่วยเพิ่มความต้องการใช้ Cloud ในประเทศอีกทางหนึ่ง
เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้น การวาง Data Center ใกล้กับผู้ใช้งานจึงช่วยให้บริษัท Cloud สามารถให้บริการได้เร็วและมีประสิทธิภาพกว่าเดิม
การเก็บข้อมูลภายในประเทศมีความสำคัญขึ้น
สำหรับหลายอุตสาหกรรม เช่น ธนาคาร การเงิน ประกันภัย หน่วยงานภาครัฐ หรือองค์กรที่มีข้อมูลสำคัญ ตำแหน่งที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญมาก
การมี Cloud Region และ Data Center อยู่ภายในประเทศไทยช่วยให้องค์กรสามารถออกแบบระบบให้รองรับเรื่อง Data Residency หรือการกำหนดให้ข้อมูลบางประเภทอยู่ภายในประเทศได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่างเช่น Google Cloud เปิด Cloud Region ในกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 และระบุว่าลูกค้าสามารถเลือกจัดเก็บข้อมูลที่กำหนดไว้ภายในประเทศไทยได้ พร้อมรองรับข้อกำหนดและมาตรฐานด้านความปลอดภัยหลายประเภท
AI ทำให้ความต้องการ Data Center เพิ่มขึ้นอีกระดับ
ก่อนกระแส Generative AI การใช้งาน Cloud ก็เติบโตสูงอยู่แล้ว แต่ AI ทำให้ความต้องการด้าน Computing Power เพิ่มขึ้นอย่างมาก
โมเดล AI ขนาดใหญ่ต้องใช้ GPU จำนวนมาก เซิร์ฟเวอร์มีความหนาแน่นสูงขึ้น ใช้ไฟฟ้ามากขึ้น และต้องการระบบทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพมากกว่า Data Center แบบเดิม
ประเทศไทยจึงไม่ได้แข่งขันเพียงเพื่อเป็นที่ตั้งของ Data Center ทั่วไป แต่กำลังพยายามวางตัวเองเป็นฐานของ AI Infrastructure ในภูมิภาคด้วย


AWS, Google, Microsoft และ TikTok ลงทุนอะไรในไทยบ้าง
การเข้ามาของบริษัทระดับโลกช่วยสะท้อนภาพได้ชัดที่สุดว่าตลาดไทยเริ่มมีความสำคัญมากเพียงใด
AWS เปิด Region ประเทศไทยแล้ว
AWS เปิด AWS Asia Pacific (Thailand) Region อย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ประกอบด้วย 3 Availability Zones
ก่อนหน้านั้น AWS ประกาศแผนลงทุนในประเทศไทยกว่า 190,000 ล้านบาท หรือประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระยะเวลา 15 ปี ซึ่งครอบคลุมทั้งการสร้าง Data Center ค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงาน และบริการจากธุรกิจในภูมิภาค
Google ลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์และเปิด Cloud Region กรุงเทพฯ
Google ประกาศแผนลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 36,000 ล้านบาท เพื่อสร้าง Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน Cloud ในประเทศไทย โดย Data Center แห่งแรกของ Google ในไทยอยู่ที่จังหวัดชลบุรี
จากนั้นในเดือนมกราคม 2569 Google Cloud ได้เปิด Cloud Region ในกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการลงทุนดังกล่าว
Google ประเมินว่า Cloud Region กรุงเทพฯ อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยประมาณ 1.4 ล้านล้านบาทในช่วง 5 ปีข้างหน้า และสนับสนุนงานเฉลี่ยประมาณ 130,000 ตำแหน่งต่อปี อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็น ประมาณการผลกระทบทางเศรษฐกิจของ Google ไม่ใช่จำนวนพนักงานที่จะถูกจ้างโดยตรงใน Data Center
Microsoft ประกาศสร้าง Datacenter Region ในประเทศไทย
Microsoft ประกาศตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 ว่ามีแผนจัดตั้ง Datacenter Region แห่งใหม่ในประเทศไทย เพื่อขยายบริการ Cloud และ AI รวมถึงรองรับเรื่อง Data Residency, Privacy และบริการระดับองค์กร
การตัดสินใจของ Microsoft สะท้อนว่าความต้องการ Cloud และ AI จากองค์กรไทยเริ่มมีขนาดมากพอที่จะสนับสนุนการมี Infrastructure ภายในประเทศ
TikTok ลงทุน Data Hosting กว่าแสนล้านบาท
อีกโครงการที่มีมูลค่าสูงคือ TikTok โดย BOI อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการ Data Hosting ของบริษัทในเครือ TikTok มูลค่าประมาณ 126,790 ล้านบาท สำหรับติดตั้งเซิร์ฟเวอร์และระบบที่เกี่ยวข้องเพื่อประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ โดยมีพื้นที่โครงการในกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา
ตัวเลขระดับนี้แสดงให้เห็นว่า การลงทุนด้านข้อมูลในประเทศไทยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ให้บริการ Cloud เท่านั้น แต่กำลังขยายไปยังแพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้ให้บริการ AI ด้วย
Data Center ที่เข้ามาในไทยจะสร้างประโยชน์อะไรบ้าง
ประโยชน์ที่คนทั่วไปสัมผัสได้ง่ายที่สุดคือความเร็วของบริการออนไลน์ เมื่อข้อมูลและระบบประมวลผลอยู่ใกล้ผู้ใช้งานมากขึ้น ระยะทางที่ข้อมูลต้องเดินทางก็ลดลง ทำให้ Latency ต่ำลง
สำหรับองค์กร ผลลัพธ์อาจมีความสำคัญมากกว่า เพราะสามารถใช้บริการ Cloud และ AI ที่มี Infrastructure อยู่ในประเทศได้ง่ายขึ้น ทั้งด้าน Performance, Security และ Data Residency
ขณะเดียวกัน การลงทุน Data Center ยังทำให้เกิดธุรกิจต่อเนื่องจำนวนมาก ตั้งแต่งานก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น Fiber Optic Cybersecurity วิศวกรรม Facility Management ไปจนถึงงานด้าน Cloud และ AI
BOI มองว่าการขยาย Data Center จะช่วยสร้าง Supply Chain ภายในประเทศและสนับสนุนธุรกิจอย่าง E-commerce, Fintech และ AI รวมถึงงานที่ต้องใช้ทักษะสูงมากขึ้น
แต่ Data Center ก็มีความท้าทายที่ไทยต้องรับมือ
การมีบริษัทระดับโลกลงทุนจำนวนมากถือเป็นโอกาส แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีต้นทุนตามมา
ประเด็นใหญ่ที่สุดคือ พลังงาน เพราะ Data Center ขนาด Hyperscale หรือ AI Data Center สามารถใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล อีกทั้งยังต้องใช้พลังงานสำหรับระบบทำความเย็นและระบบสำรองตลอด 24 ชั่วโมง
ไทยจึงต้องพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด หากต้องการรองรับบริษัทเทคโนโลยีที่มีเป้าหมายด้าน Carbon Neutrality หรือ Renewable Energy
อีกเรื่องคือบุคลากร เพราะ Data Center ยุคใหม่ต้องใช้วิศวกรที่มีความรู้เฉพาะทางทั้งด้าน Cloud, Network, Cybersecurity, Electrical Engineering และ Cooling System
หากเงินลงทุนเข้าประเทศแต่บุคลากรและ Supply Chain ภายในประเทศไม่สามารถเติบโตตามได้ ไทยก็อาจได้รับประโยชน์จากการลงทุนไม่เต็มศักยภาพ
Data Center อาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทย
ในอดีต การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอาจหมายถึงถนน รถไฟ ท่าเรือ หรือสนามบิน แต่เศรษฐกิจยุค AI มีโครงสร้างพื้นฐานอีกประเภทหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ Data Center และ Cloud Infrastructure
การที่ AWS เปิด Region ในไทยแล้ว Google Cloud เปิด Region กรุงเทพฯ และบริษัทอย่าง Microsoft, TikTok รวมถึงผู้ให้บริการ Data Center จากหลายประเทศทยอยลงทุน แสดงให้เห็นว่าบทบาทของประเทศไทยในแผนที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
การแข่งขันหลังจากนี้จึงอาจไม่ได้วัดเพียงว่า “ประเทศไหนมี Data Center มากที่สุด” แต่จะวัดกันว่า ประเทศใดมีไฟฟ้าที่เพียงพอ พลังงานสะอาด ระบบโทรคมนาคมที่ดี กฎระเบียบที่เหมาะสม บุคลากรที่มีทักษะ และสามารถดึงธุรกิจ AI และ Cloud ให้เกิด Ecosystem ต่อเนื่องภายในประเทศได้มากที่สุด
สรุป
Data Center คือศูนย์กลางสำหรับจัดเก็บ ประมวลผล และรับส่งข้อมูล ที่อยู่เบื้องหลังบริการออนไลน์แทบทุกอย่าง ตั้งแต่เว็บไซต์ Mobile Banking และ Streaming ไปจนถึง Cloud Computing และ Generative AI
เหตุผลที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกกำลังให้ความสนใจกับประเทศไทย มาจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งทำเลที่สามารถเชื่อมต่ออาเซียน โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ความต้องการบริการ Cloud ภายในประเทศ นโยบายภาครัฐ การรองรับ Data Residency และมาตรการส่งเสริมการลงทุน
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการสร้าง “อาคารที่เต็มไปด้วยเซิร์ฟเวอร์” แต่เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับ Cloud, AI และเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
หากไทยสามารถบริหารเรื่องพลังงาน บุคลากร สิ่งแวดล้อม และการสร้าง Supply Chain ภายในประเทศได้ดี กระแสลงทุน Data Center ครั้งนี้อาจเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยขยับจากผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่การเป็นหนึ่งในฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญของอาเซียน
หากคุณกำลังมองหา เคมีภัณฑ์งานก่อสร้างและโซลูชันงานกันซึม/ซ่อมแซมโครงสร้างคุณภาพ ติดต่อสอบถาม ขอคำปรึกษา และสั่งซื้อได้ที่ Line @passawarn หรือโทร 02-552-6468 / อีเมล sales@passawarn.com เลือกชมสินค้าและบริการได้ที่ เว็บไซต์ psw-chemical.com เปลี่ยนงานก่อสร้างของคุณให้ “แข็งแรง ปลอดภัย และได้มาตรฐาน” ด้วยบริการจาก บริษัท ภัศวาลย์ จำกัด (PSW Chemical) วันนี้!
อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ กันซึม ที่นี่!





