ยักษ์เทคเลือกไทย! Google Microsoft AWS ลงทุน Data Center เพราะมองเห็นอะไร
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าจับตามองมากที่สุดในตลาด Data Center และ Cloud ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google, Microsoft และ Amazon Web Services หรือ AWS ต่างประกาศลงทุนหรือสร้างโครงสร้างพื้นฐาน Cloud และ Data Center ในประเทศ
สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทเหล่านี้ไม่ได้เข้ามาพร้อมกันเพราะกระแสเพียงอย่างเดียว แต่การสร้าง Data Center ต้องใช้เงินลงทุนสูง ใช้พลังงานจำนวนมาก และต้องวางแผนใช้งานเป็นเวลาหลายสิบปี
ดังนั้น ก่อนจะเลือกประเทศใดเป็นที่ตั้ง บริษัทเทคระดับโลกต้องมองทั้งจำนวนผู้ใช้งาน ความพร้อมของระบบไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต กฎหมาย การเชื่อมต่อกับประเทศรอบข้าง ไปจนถึงแนวโน้มการเติบโตของ Cloud และ AI
คำถามคือ Google, Microsoft และ AWS มองเห็นอะไรในประเทศไทย ถึงตัดสินใจนำเงินลงทุนจำนวนมหาศาลเข้ามาวางโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่นี่
ทำไม Google Microsoft และ AWS ถึงเลือกลงทุน Data Center ในประเทศไทย
3 ยักษ์เทคไม่ได้แค่สนใจไทย แต่เริ่มลงโครงสร้างพื้นฐานจริงแล้ว
ภาพของประเทศไทยในตลาด Data Center เปลี่ยนไปค่อนข้างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะจากเดิมที่องค์กรไทยจำนวนมากต้องใช้ Cloud Region ที่ตั้งอยู่ต่างประเทศ วันนี้ผู้ให้บริการระดับ Hyperscale หลายรายเริ่มนำ Infrastructure เข้ามาใกล้ผู้ใช้งานไทยมากขึ้น
และหากดูเฉพาะ 3 บริษัทระดับโลกอย่าง AWS, Google และ Microsoft จะพบว่าแต่ละบริษัทมีแผนในประเทศไทยแตกต่างกันออกไป


AWS เปิด Thailand Region และวางแผนลงทุนระยะยาว 15 ปี
AWS เป็นหนึ่งในบริษัทที่เดินหน้าเรื่องโครงสร้างพื้นฐานในไทยอย่างชัดเจนที่สุด
AWS ประกาศแผนลงทุนในประเทศไทยประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 190,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 15 ปี โดยเงินลงทุนครอบคลุมการก่อสร้าง Data Center ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ระบบสาธารณูปโภค และการซื้อสินค้าและบริการจากธุรกิจในภูมิภาค
จากแผนดังกล่าว AWS ได้เปิด AWS Asia Pacific (Thailand) Region อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2568 โดยมี Availability Zone จำนวน 3 โซน และถือเป็น AWS Infrastructure Region แห่งแรกในประเทศไทย
การมี AWS Region อยู่ภายในประเทศหมายความว่า ธุรกิจไทยสามารถนำระบบ Application, Database, AI หรือบริการอื่น ๆ ไปทำงานบน Infrastructure ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยได้ และสามารถออกแบบระบบให้ข้อมูลอยู่ภายในประเทศได้ง่ายขึ้น
AWS ประเมินว่าแผนลงทุนระยะยาวในไทยอาจสร้างผลต่อ GDP ของประเทศไทยประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอด 15 ปี และสนับสนุนงานในธุรกิจไทยเฉลี่ยประมาณ 11,000 ตำแหน่งต่อปี โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่จำนวนพนักงานของ Data Center โดยตรง
Google ลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ พร้อมเปิด Cloud Region กรุงเทพฯ
Google เป็นอีกบริษัทที่กำลังวาง Infrastructure ขนาดใหญ่ในประเทศไทย
แผนการลงทุนระยะแรกมีมูลค่าประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 36,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้ง Data Center และ Cloud Region โดย Data Center ของ Google อยู่ในจังหวัดชลบุรี
ต่อมาเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 Google Cloud ได้เปิด Cloud Region ในกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้บริการ Cloud และ AI ของ Google เข้ามาอยู่ใกล้กับลูกค้าในประเทศไทยมากขึ้น
Google ระบุว่า Cloud Region กรุงเทพฯ ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับองค์กรที่ต้องการประสิทธิภาพสูง ลดระยะเวลาตอบสนอง และมีความต้องการให้ข้อมูลบางประเภทอยู่ภายในประเทศไทย
ส่วนโครงการ Data Center เฟสแรกของ Google ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา โดยข้อมูลล่าสุดจาก BOI เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ระบุว่า Google คาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2571


Microsoft เดินหน้าสร้าง Datacenter Region ในประเทศไทย
Microsoft ก็เลือกประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานโครงสร้างพื้นฐาน Cloud และ AI ในภูมิภาคเช่นเดียวกัน
เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 Microsoft ประกาศแผนสร้าง Datacenter Region แห่งใหม่ในประเทศไทย เพื่อขยายบริการ Hyperscale Cloud รองรับทั้ง Microsoft Azure และบริการ AI รวมถึงความต้องการด้าน Data Residency, Privacy และมาตรฐานสำหรับองค์กร
Microsoft ระบุชัดว่า เหตุผลหนึ่งที่ผลักดันการลงทุนคือความต้องการใช้ Cloud Computing ในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากบริษัทขนาดใหญ่ SME และหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงโอกาสจาก AI ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ต่างจาก Google และ AWS ที่มีตัวเลขลงทุนในไทยประกาศไว้ค่อนข้างชัดเจน Microsoft ยังไม่ได้เปิดเผยมูลค่ารวมของโครงการ Datacenter Region ประเทศไทยอย่างเป็นทางการในประกาศดังกล่าว
แล้วทำไมทั้ง 3 บริษัทถึงมองประเทศไทยพร้อมกัน?
คำตอบไม่ได้มีเพียงเรื่องเดียว แต่เป็นการประกอบกันของหลายปัจจัย
- ตลาด Cloud ในไทยกำลังใหญ่พอที่จะลงทุนเองในประเทศ
เหตุผลสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ Demand
บริษัทเทคระดับโลกไม่ได้สร้าง Data Center เพียงเพราะประเทศนั้นมีพื้นที่หรือค่าใช้จ่ายถูก แต่ต้องมีลูกค้ามากพอที่จะทำให้ Infrastructure ที่สร้างขึ้นถูกใช้งานอย่างคุ้มค่า
ปัจจุบันธุรกิจไทยตั้งแต่ธนาคาร บริษัทประกัน โรงพยาบาล โรงงาน E-commerce ไปจนถึงหน่วยงานรัฐ ต่างทยอยย้ายระบบขึ้น Cloud
เว็บไซต์ ระบบ ERP แอปพลิเคชัน ระบบวิเคราะห์ข้อมูล Cybersecurity และ Generative AI ต่างต้องใช้ Compute และ Storage มากขึ้น
ข้อมูลของ BOI แสดงให้เห็นขนาดของตลาดที่กำลังเกิดขึ้นได้ค่อนข้างชัด โดยเฉพาะครึ่งแรกของปี 2568 ที่ธุรกิจ Data Center เพียงกลุ่มเดียวมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนถึง 28 โครงการ มูลค่ารวม 521,200 ล้านบาท
นั่นหมายความว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับ Google, Microsoft และ AWS เท่านั้น แต่มีผู้ให้บริการ Data Center อีกจำนวนมากมองเห็นความต้องการที่กำลังเพิ่มขึ้นในประเทศไทย
- AI ทำให้ Data Center กลายเป็นสินทรัพย์ที่ทุกบริษัทต้องเร่งสร้าง
หากไม่มีการเติบโตของ AI ตลาด Data Center ก็น่าจะยังเติบโตอยู่ แต่ Generative AI ทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้นกว่าเดิมมาก
AI ต้องใช้ Computing Power จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะระบบที่พึ่งพา GPU และ AI Accelerator
บริการอย่าง Gemini ของ Google, Copilot และ Azure AI ของ Microsoft หรือบริการด้าน Generative AI บน AWS ต่างต้องใช้ Infrastructure ด้าน Compute, Storage และ Network ขนาดใหญ่
เมื่อผู้ใช้งาน AI ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น การวาง Infrastructure ให้ใกล้ตลาดจึงมีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย
Data Center จึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงเก็บเว็บไซต์หรือฐานข้อมูลเหมือนในอดีต แต่กำลังเปลี่ยนไปเป็น โรงงานประมวลผล AI ของเศรษฐกิจดิจิทัล
- ประเทศไทยอยู่ตรงกลางของตลาดอาเซียน
อีกข้อได้เปรียบคือทำเล
ไทยสามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและตลาดในภูมิภาคได้ง่าย โดยเฉพาะกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม
BOI ระบุว่าไทยมีศักยภาพในการทำหน้าที่เป็น Connecting Hub สำหรับกลุ่มประเทศ CLMVT ซึ่งมีประชากรรวมกันมากกว่า 250 ล้านคน
สำหรับบริษัท Cloud ระดับโลก นี่หมายความว่าการลงทุนในประเทศไทยไม่ได้ตอบโจทย์เพียงผู้ใช้งานประมาณ 70 ล้านคนในไทย แต่ยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง Network ที่เชื่อมโยงตลาดอาเซียนได้อีกด้วย
- อินเทอร์เน็ต 5G และระบบโทรคมนาคมของไทยพร้อม
Data Center ต่อให้อาคารใหญ่หรือมีเซิร์ฟเวอร์จำนวนมากแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ หากเชื่อมต่อข้อมูลออกไปไม่ได้เร็วพอ
จุดแข็งของไทยคือมีโครงข่าย Fiber Optic, Broadband, Mobile Network และ 5G ที่พัฒนาไปค่อนข้างมาก
BOI ยกโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไทยเหมาะกับธุรกิจ Data Center รวมถึงระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและศักยภาพในการจัดหาพลังงานสะอาด
สำหรับบริการ Cloud ที่ต้องรับส่งข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมง ความพร้อมของ Network ถือเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ขาดไม่ได้
- ธุรกิจต้องการให้ข้อมูลอยู่ในประเทศไทยมากขึ้น
อีกคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนครั้งนี้คือ Data Residency
องค์กรบางประเภทไม่สามารถส่งข้อมูลทุกอย่างไปเก็บหรือประมวลผลในต่างประเทศได้อย่างอิสระ โดยเฉพาะระบบที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทางการเงิน ภาครัฐ หรือข้อมูลสำคัญขององค์กร
การมี Cloud Region อยู่ภายในประเทศไทยจึงเพิ่มตัวเลือกให้ธุรกิจสามารถออกแบบระบบที่เก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศได้
Google ระบุว่า Cloud Region กรุงเทพฯ รองรับองค์กรที่ต้องการเก็บข้อมูลตามข้อกำหนดภายในประเทศไทย ขณะที่ Microsoft ก็ระบุถึงการรองรับมาตรฐานด้าน Data Residency และ Privacy เช่นเดียวกัน
AWS Thailand Region ก็ช่วยให้ลูกค้าที่มีข้อกำหนดด้าน Data Residency สามารถจัดเก็บข้อมูลในประเทศไทยได้เช่นกัน
จึงไม่น่าแปลกที่ทั้ง 3 บริษัทจะต้องการ Infrastructure ภายในประเทศแทนการให้ลูกค้าไทยเชื่อมต่อไปยัง Region ในต่างประเทศเพียงอย่างเดียว
- อยู่ใกล้ผู้ใช้ ทำให้ Cloud และ AI ตอบสนองเร็วขึ้น
ระยะทางยังมีผลต่อความเร็วของอินเทอร์เน็ต
หากผู้ใช้งานในประเทศไทยต้องส่งข้อมูลไปยัง Data Center ที่ตั้งอยู่ต่างประเทศ ข้อมูลต้องเดินทางผ่าน Network หลายจุด ซึ่งอาจเพิ่ม Latency
แต่หาก Infrastructure อยู่ในประเทศไทย ระยะทางในการรับส่งข้อมูลก็สั้นลง
ผลลัพธ์คือบริการที่ต้องตอบสนองแบบ Real-time เช่น Financial Application, Online Gaming, Streaming, IoT, Industrial System หรือ AI Application สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยเฉพาะ AI ในอนาคตที่อาจไม่ได้อยู่เพียงใน Chatbot แต่จะเข้าไปอยู่ในโรงงาน รถยนต์ ระบบ Retail กล้องอัจฉริยะ และอุปกรณ์ IoT จำนวนมหาศาล การมี Computing Infrastructure อยู่ใกล้ผู้ใช้งานจึงยิ่งมีความสำคัญ
- รัฐบาลไทยกำลังผลักดัน Cloud First และเศรษฐกิจดิจิทัล
อีกแรงผลักสำคัญมาจากภาครัฐ
ทั้งนโยบาย Thailand 4.0, Cloud First Policy และมาตรการสนับสนุนจาก BOI ช่วยทำให้ตลาดมีความน่าสนใจขึ้นสำหรับผู้ลงทุน
สิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนมีตั้งแต่การยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การสนับสนุนด้านที่ดิน ไปจนถึงการอำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่าและใบอนุญาตทำงานสำหรับบุคลากรทักษะสูง
เมื่อประกอบกับความต้องการ Cloud จากหน่วยงานภาครัฐเอง จึงช่วยสร้าง Demand อีกก้อนหนึ่งให้กับตลาด
ไทยกำลังเข้าสู่ยุค Data Center Boom จริงหรือไม่?
ถ้าดูจากตัวเลขล่าสุด คำตอบค่อนข้างชัดว่าไทยกำลังอยู่ในช่วงการลงทุนขนาดใหญ่
BOI ระบุว่าโครงการ Data Center ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนระหว่างปี 2567–2569 มีจำนวน 42 โครงการ กำลังประมวลผลหรือ IT Load รวมประมาณ 3,400 เมกะวัตต์ และมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 750,000 ล้านบาท
ที่สำคัญ นักลงทุนไม่ได้มีเพียงบริษัทสหรัฐฯ อย่าง Google, Microsoft หรือ AWS แต่ยังมีผู้ลงทุนจากไทย จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และประเทศอื่น ๆ
จึงอาจเรียกได้ว่าไทยกำลังเปลี่ยนจากประเทศ “ผู้ใช้บริการ Cloud” มาเป็นประเทศที่มี Digital Infrastructure ระดับ Hyperscale ตั้งอยู่ภายในประเทศมากขึ้น
พื้นที่ไหนของไทยมีโอกาสกลายเป็น Data Center Hub
พื้นที่ที่ถูกพูดถึงบ่อยคือ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี และพื้นที่ภาคตะวันออก
เหตุผลหลักไม่ได้อยู่ที่ราคาที่ดินเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความพร้อมของระบบไฟฟ้า Fiber Optic การเชื่อมต่อ Network พื้นที่อุตสาหกรรม และความใกล้กับกรุงเทพฯ
Google เลือกชลบุรีเป็นที่ตั้ง Data Center ขณะที่โครงการ Data Center อีกหลายรายก็เลือกพื้นที่ในภาคตะวันออกเช่นเดียวกัน
หากการลงทุนดำเนินต่อไป พื้นที่เหล่านี้อาจเกิด Cluster ใหม่คล้ายกับนิคมอุตสาหกรรม แต่เปลี่ยนจากโรงงานผลิตสินค้าเป็นศูนย์ประมวลผลข้อมูลแทน
เงินหลายแสนล้านจาก Data Center ไทยจะกระจายไปไหนบ้าง
สิ่งที่น่าสนใจคือ Data Center ไม่ได้สร้างรายได้ให้บริษัทไอทีเพียงอย่างเดียว
ก่อนเซิร์ฟเวอร์เครื่องแรกจะเริ่มทำงาน ต้องมีตั้งแต่การซื้อที่ดิน ออกแบบอาคาร งานก่อสร้าง ระบบไฟแรงสูง หม้อแปลงไฟฟ้า UPS Generator ระบบ Cooling ระบบดับเพลิง Fiber Optic ระบบ Security และระบบบริหารอาคาร
หลังเปิดให้บริการแล้วยังต้องมีวิศวกร Network, Cloud Engineer, Data Center Engineer, Cybersecurity, Facility Engineer และช่างเทคนิคดูแลระบบตลอด 24 ชั่วโมง
ดังนั้นธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์จาก Data Center Boom อาจประกอบด้วย
- ธุรกิจก่อสร้างและวิศวกรรม
- ระบบไฟฟ้าและพลังงาน
- Renewable Energy
- ระบบ Cooling
- ระบบสำรองไฟและ Generator
- Fiber Optic และ Telecom
- Cybersecurity
- Cloud และ Software
- AI Infrastructure
- ระบบรักษาความปลอดภัย
- Facility Management
- บุคลากรด้าน Data Center และ Cloud
BOI ระบุด้วยว่าการลงทุนของผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่เริ่มเชื่อมต่อไปสู่การสร้างบุคลากร เช่น AWS ร่วมพัฒนาหลักสูตรด้าน Data Center Engineering ในไทย และ Google มีโครงการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้กับ SME และบุคคลทั่วไป
แต่ Data Center ก็มีโจทย์ใหญ่เรื่องไฟฟ้าและน้ำ
แม้ Data Center จะนำเงินลงทุนจำนวนมหาศาลเข้าประเทศ แต่ก็มีอีกด้านที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
นั่นคือ พลังงาน
Data Center ขนาดใหญ่ใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก และ AI Data Center ยิ่งต้องใช้พลังงานสูงขึ้น เนื่องจาก GPU และระบบประมวลผลประสิทธิภาพสูงสร้างความร้อนจำนวนมาก
นอกจากไฟฟ้าสำหรับเซิร์ฟเวอร์แล้ว ยังต้องใช้พลังงานกับ Cooling System ตลอด 24 ชั่วโมง
เรื่องน้ำก็เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากระบบระบายความร้อนบางประเภทต้องพึ่งพาน้ำ
ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 BOI ได้หารือกับ Google ถึงแผน Data Center ในประเทศไทย รวมถึง แนวทางบริหารจัดการไฟฟ้าและน้ำ เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในอนาคตด้วย
จึงเป็นโจทย์ที่ไทยต้องหาสมดุลระหว่างการดึงเงินลงทุน การเพิ่มกำลังไฟฟ้า การใช้ Renewable Energy และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
การลงทุนของ Google Microsoft AWS บอกอะไรเกี่ยวกับอนาคตไทย
ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่แค่การนับว่า Google ลงทุนกี่หมื่นล้าน หรือ AWS ลงทุนกี่แสนล้าน
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ บริษัทเหล่านี้กำลังวาง Infrastructure ที่คาดว่าจะถูกใช้งานไปอีกหลายปี
Data Center มีอายุการลงทุนยาวนาน และการสร้าง Cloud Region ในประเทศหนึ่งหมายถึงบริษัทต้องเชื่อว่าตลาดบริเวณนั้นจะมี Demand มากพอในอนาคต
การที่ Google, Microsoft และ AWS ต่างเลือกประเทศไทย จึงสะท้อนว่าบริษัทเทคระดับโลกมองเห็นการเติบโตของ Cloud, Data และ AI ในตลาดไทยและอาเซียน
และเมื่อ Infrastructure อยู่ในประเทศมากขึ้น ธุรกิจไทยก็มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี Cloud และ AI ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นตามไปด้วย
สรุป ทำไม Google Microsoft AWS ถึงแห่มาลงทุน Data Center ไทย
เหตุผลไม่ได้มีเพียงเพราะประเทศไทยมีพื้นที่เหมาะสำหรับสร้าง Data Center แต่เกิดจากหลายปัจจัยที่มาเจอกันในจังหวะเดียว
ไทยมีตลาดดิจิทัลขนาดใหญ่ การใช้ Cloud เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว AI ทำให้ความต้องการ Computing Power สูงขึ้น ประเทศตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สามารถเชื่อมต่ออาเซียนได้ มีระบบโทรคมนาคมและ 5G ที่พร้อมขึ้น ขณะเดียวกันธุรกิจมีความต้องการ Data Residency มากขึ้น และภาครัฐก็ผลักดัน Cloud First พร้อมมาตรการสนับสนุนการลงทุน
AWS จึงเปิด Thailand Region แล้ว Google Cloud เปิด Region กรุงเทพฯ ในปี 2569 และกำลังพัฒนา Data Center ในชลบุรี ขณะที่ Microsoft ก็เดินหน้าแผน Datacenter Region ในประเทศไทย
ทั้งหมดนี้ทำให้กระแส Data Center Thailand ไม่ใช่เพียงเทรนด์ระยะสั้น แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดของประเทศ
คำถามหลังจากนี้จึงอาจไม่ใช่แค่ “บริษัทไหนจะเข้ามาลงทุน Data Center ในไทยอีก” แต่คือ ประเทศไทยจะสามารถต่อยอดเงินลงทุนหลายแสนล้านบาทเหล่านี้ให้กลายเป็นอุตสาหกรรม Cloud, AI, พลังงาน และบุคลากรเทคโนโลยีของตัวเองได้มากแค่ไหน
หากคุณกำลังมองหา เคมีภัณฑ์งานก่อสร้างและโซลูชันงานกันซึม/ซ่อมแซมโครงสร้างคุณภาพ ติดต่อสอบถาม ขอคำปรึกษา และสั่งซื้อได้ที่ Line @passawarn หรือโทร 02-552-6468 / อีเมล sales@passawarn.com เลือกชมสินค้าและบริการได้ที่ เว็บไซต์ psw-chemical.com เปลี่ยนงานก่อสร้างของคุณให้ “แข็งแรง ปลอดภัย และได้มาตรฐาน” ด้วยบริการจาก บริษัท ภัศวาลย์ จำกัด (PSW Chemical) วันนี้!
อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ กันซึม ที่นี่!





