กันซึมทางเดินใช้งานทุกวันใช้ Silcor 575 ทนน้ำขัง

ต.ค. 29, 2026 by admin Blog 0 comment

กันซึมทางเดินใช้งานทุกวัน ใช้ Silcor 575 ทนน้ำขังได้ แต่ต้องออกแบบผิวสำหรับการเดินให้ถูกระบบ

ทางเดินภายนอก ระเบียง ทางเชื่อมอาคาร หรือพื้น Deck ที่มีคนเดินทุกวันต้องรับทั้งน้ำฝน น้ำขังชั่วคราว แสงแดด และแรงเสียดสีจากการเดิน หากใช้ระบบกันซึมที่เหมาะกับน้ำแต่ไม่ได้ออกแบบผิวสำหรับ Traffic เมมเบรนอาจถูกขูดหรือเสียหายจากการใช้งานเร็วกว่าที่ควร ดังนั้นพื้นที่ประเภทนี้ควรแยกให้ชัดระหว่าง ชั้น Waterproofing กับ ชั้นปกป้องผิวสำหรับการเดิน

SILCOR® 575 เป็นเมมเบรนกันซึม Polyurethane แบบส่วนประกอบเดียวที่ GCP ระบุสำหรับ Roof Deck, Balcony และพื้นที่ภายนอก มีคุณสมบัติ Waterproof, Resists Ponded Water และสามารถสร้างเมมเบรนต่อเนื่องแบบ One-Piece Barrier ยึดติดกับพื้นรองรับ เหมาะกับพื้นที่ที่มีฝนและมีโอกาสเกิดน้ำขังชั่วคราว

จุดสำคัญสำหรับ “ทางเดินใช้งานทุกวัน” คือ PDS ของ Silcor 575 ระบุว่า Membrane สามารถรับ Foot Traffic หลังประมาณ 12 ชั่วโมง แต่สำหรับพื้นที่ Exposed ที่ต้องการผิวใช้งานประจำ GCP มี SILCOR® Top Coat 80 ซึ่งถูกออกแบบเป็นชั้นปกป้องแบบ UV-resistant, non-slip และ foot-trafficable โดยตรง จึงเหมาะกว่าการปล่อยเมมเบรนหลักรับการสัญจรต่อเนื่องโดยไม่มี Finish ปกป้อง

Silcor 575 เหมาะกับทางเดินที่เจอฝนและน้ำขังอย่างไร

Silcor 575 มีจุดเด่นตรงคำว่า Resists Ponded Water ซึ่งเหมาะกับทางเดินภายนอกที่หลังฝนตกอาจมีน้ำเหลืออยู่ชั่วคราว โดยเฉพาะบริเวณ Drain หรือจุดต่ำของพื้น แต่การทนน้ำขังไม่ได้หมายความว่าสามารถปล่อยให้พื้นที่มีน้ำขังถาวรโดยไม่ทำ Slope หรือแก้ Drainage เพราะระบบกันซึมและระบบระบายน้ำมีหน้าที่ต่างกัน

พื้นที่ทางเดินควรมี Slope พาน้ำเข้าสู่ Floor Drain หรือ Outlet อย่างเหมาะสม หากมีน้ำขังบริเวณเดิมทุกครั้งหลังฝน ควรตรวจระดับ Screed, ปาก Drain และทางระบายน้ำก่อนทำ Membrane ใหม่ เพราะการแก้ด้วย Silcor 575 อย่างเดียวไม่ได้ทำให้น้ำบนพื้นไหลออกเอง

อีกข้อดีของ Silcor 575 คือเป็น Liquid Applied Membrane จึงสามารถทำต่อเนื่องตามรูปทรงของพื้น มุม รอยต่อ และรอบท่อได้ง่ายกว่าระบบแผ่นในพื้นที่ที่มีรายละเอียดจำนวนมาก และ PDS ระบุการซ่อม Joint, Crack, Gap และ Internal Corner ด้วย SILCOR LM PU Sealant ก่อนเดิน Membrane หลัก เพื่อให้ระบบต่อเนื่องมากขึ้น

Silcor 575 เหมาะกับทางเดินที่เจอฝนและน้ำขังอย่างไร
Silcor 575 เหมาะกับทางเดินที่เจอฝนและน้ำขังอย่างไร

ทางเดินใช้ทุกวันไม่ควรดูแค่ Membrane ต้องดูชั้น Finish ด้วย

Silcor 575 สามารถรับ Foot Traffic ได้หลังประมาณ 12 ชั่วโมงตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ แต่ “เดินได้” กับ “ออกแบบเป็นพื้นทางเดินใช้งานประจำ” เป็นคนละเรื่องกัน พื้นที่ที่มีคนเดินทุกวันมีแรงเสียดสีจากรองเท้า สิ่งสกปรก ทราย และอุปกรณ์ทำความสะอาด ซึ่งสามารถสร้าง Wear บนผิวเมมเบรนได้ในระยะยาว

สำหรับพื้นที่ Exposed ที่ต้องการ Finish สำหรับการเดิน GCP ระบุ Silcor Top Coat 80 ว่าเป็น Aliphatic Polyurethane Protective Coating ที่ให้ผิว UV-resistant และ foot-trafficable พร้อมออกแบบสำหรับ Roofs, Balconies, Decks, Plant Rooms และพื้นที่ภายนอกที่ต้องการสีคงตัวและผิวกันลื่น

ดังนั้นระบบสำหรับทางเดินใช้งานทุกวันควรมองเป็น

Concrete → Repair Crack/Joint → Primer → Silcor 575 Waterproofing → Silcor Top Coat 80 / Finish ตามการใช้งาน

ไม่ควรมอง Silcor 575 เพียงตัวเดียวเป็นทั้ง Waterproofing Membrane และ Wearing Surface สำหรับ Traffic ทุกระดับ

Top Coat 80 เป็นผลิตภัณฑ์ 2 ส่วนประกอบ ใช้อัตรา Resin : Hardener = 5:1 โดยน้ำหนัก และ GCP ระบุการติดตั้งแบบ Brush/Roller จำนวน 2 Coats โดยชั้นที่สองทาขวางกับชั้นแรกเพื่อให้ Finish สม่ำเสมอ

พื้นทางเดินต้องทำความหนา Silcor 575 ให้ครบก่อนคิดเรื่อง Top Coat

การมี Top Coat ไม่สามารถชดเชย Membrane หลักที่บางเกินไปได้ Silcor 575 ยังคงต้องทำให้ได้ความหนาตาม PDS ก่อน โดยระบบกำหนด Wet Film Thickness ขั้นต่ำรวมประมาณ 1.75 มม. เพื่อให้ได้ Dry Film Thickness ขั้นต่ำ 1.5 มม. และใช้อัตราวัสดุประมาณ 2.4 กก./ตร.ม. สำหรับ DFT 1.5 มม.

หน้างานจึงควรใช้ Wet Film Thickness Gauge ตรวจขณะติดตั้ง ไม่ควรประเมินด้วยสายตาว่า “ทาทั่วแล้ว” เพราะพื้นที่หยาบ ขอบมุม หรือบริเวณที่ Roller ดึงวัสดุออกอาจมีความหนาต่ำกว่าพื้นกลางได้

ก่อนทำ Membrane พื้นต้อง Sound, Smooth และไม่มี Dust, Laitance, Loose Matter, Oil หรือสิ่งปนเปื้อน และ Surface Defect ต้องได้รับการซ่อมก่อน GCP ยังระบุให้ใช้ Silcor LM PU Sealant เก็บ Crack, Joint, Gap และทำ Angle Fillet ตาม Internal Corner หรือ Penetration ก่อนเริ่ม Membrane หลัก

สำหรับทางเดิน จุดที่ควรตรวจเป็นพิเศษคือ พื้นต่อผนัง ขอบบันได Drain รอบเสา และรอยต่อระหว่างพื้นเก่ากับพื้นใหม่ เพราะบริเวณเหล่านี้มี Movement หรือ Stress มากกว่าพื้นกลาง

ถ้าต้องการพื้นกันลื่น ต้องกำหนดตั้งแต่ Finish System

ทางเดินภายนอกที่โดนฝนอาจลื่นได้หาก Finish เรียบเกินไป ดังนั้นประเด็น Slip Resistance ควรถูกกำหนดตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน ไม่ใช่หลังทำระบบเสร็จแล้วค่อยแก้

Silcor Top Coat 80 ถูกระบุเป็น non-slip protective coating และ GCP ระบุว่าสามารถทำระบบที่มี Non-Slip Aggregate ได้ โดยปริมาณ Top Coat จะเพิ่มขึ้นตามระบบและ Aggregate ที่เลือก

พื้นที่อย่าง

  • ทางเดินรอบอาคาร
  • Balcony
  • ทางเชื่อมอาคาร
  • ทางเดินหน้า Plant Room
  • Deck ที่มีคนเดินเข้าออก

จึงควรออกแบบ Texture ให้สัมพันธ์กับสภาพเปียกและประเภทการใช้งานจริง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเอียงหรือทางเดินที่โดนฝนโดยตรง

ต้องรอนานเท่าไรก่อนเปิดพื้นที่ใช้งาน

PDS ของ Silcor 575 ระบุว่า Membrane สามารถรับ Foot Traffic หลังประมาณ 12 ชั่วโมง แต่ควรแยกช่วงนี้ออกจากเวลาสำหรับ Finish Layer และการเปิดใช้งานเต็มระบบ

สำหรับ Silcor Top Coat 80 ผู้ผลิตระบุว่าเป็น Fast-Cure และออกแบบให้ Quick Access for Trades รวมถึงเป็น Finish สำหรับ Service Foot Traffic แต่เวลาจริงต้องอ้างอิงสภาพหน้างานและระบบที่ติดตั้ง ไม่ควรใช้เวลา Foot Traffic ของ Silcor 575 เป็นเกณฑ์เปิดทางเดินทันที หากยังมี Top Coat หรือ Aggregate ที่ต้องทำต่อ

ดังนั้นการวาง Schedule ควรนับตั้งแต่

เตรียมพื้น → Primer → Membrane → Cure → Top Coat → Cure ของ Finish

ไม่ใช่นับจาก Membrane เพียงชั้นเดียว

ทางเดินที่มีรถเข็นหรือรถวิ่งต้องพิจารณาอีกระดับ

Foot Traffic หมายถึงการเดินของคน ไม่ควรนำไปใช้สรุปว่าสามารถรับรถหรือ Traffic หนักได้ทันที หากทางเดินมี

  • รถเข็นสินค้าหนัก
  • Pallet Trolley
  • รถ Maintenance
  • รถไฟฟ้าขนาดเล็ก
  • Vehicle Traffic

ต้องประเมิน Finish และ Protection System เพิ่ม เพราะล้อสร้าง Point Load และแรงเฉือนต่อ Membrane มากกว่ารองเท้าคนหลายเท่า

ในพื้นที่ที่ต้องรับ Vehicle Traffic หรือ Load สูง ควรให้ผู้ออกแบบหรือผู้ผลิตกำหนด Surfacing System ที่เหมาะสม ไม่ควรใช้ Base Membrane เปลือยเป็น Wearing Course โดยตรง

งานทางเดินควรเตรียมระบบแบบนี้

สำหรับพื้นที่ทางเดินใช้งานทุกวัน ลำดับงานที่เหมาะสมคือ ตรวจ Slope และ Drain → สำรวจ Crack/Joint → รื้อวัสดุเดิมที่หลุด → ซ่อม Concrete → เก็บ Crack และ Internal Corner → ทำ Primer ตามสภาพพื้น → ทา Silcor 575 ให้ได้ WFT/DFT ตามกำหนด → ตรวจ Membrane → ทำ Silcor Top Coat 80 หรือ Finish ที่ออกแบบสำหรับ Traffic → ตรวจผิวและความกันลื่นก่อนเปิดใช้งาน

วิธีนี้ทำให้แต่ละชั้นมีหน้าที่ชัดเจน คือ Silcor 575 รับหน้าที่หลักด้าน Waterproofing ส่วน Top Coat หรือ Surfacing Layer รับหน้าที่ป้องกัน UV, การเดิน และสภาพผิวที่ผู้ใช้งานสัมผัสทุกวัน

สรุป: ทางเดินใช้งานทุกวันใช้ Silcor 575 ได้ แต่ควรมี Finish สำหรับ Traffic

Silcor 575 เหมาะกับทางเดินภายนอกที่ต้องการ กันซึมและรับน้ำขังชั่วคราว เพราะเป็น One-Part Polyurethane Waterproofing Membrane ที่ GCP ระบุว่า Waterproof, Resists Ponded Water และสามารถสร้างเมมเบรนต่อเนื่องบนพื้นที่ Deck ได้ โดย Membrane สามารถรับ Foot Traffic หลังประมาณ 12 ชั่วโมงตาม PDS

แต่ถ้าเป็น ทางเดินที่ใช้งานทุกวัน ควรแยกการออกแบบ Waterproofing ออกจาก Wearing Finish ไม่ควรปล่อย Base Membrane รับการเสียดสีต่อเนื่องโดยไม่มีการพิจารณาชั้นปกป้อง GCP มี Silcor Top Coat 80 ซึ่งออกแบบให้ UV-resistant, non-slip และ foot-trafficable สำหรับ Roof, Balcony และ Deck โดยตรง

ด้านความหนา Silcor 575 ต้องทำให้ได้ WFT ขั้นต่ำ 1.75 มม. และ DFT ขั้นต่ำ 1.5 มม. ใช้อัตราประมาณ 2.4 กก./ตร.ม. พร้อมซ่อม Crack, Joint และ Internal Corner ก่อนทำพื้นที่หลัก

ดังนั้นระบบที่เหมาะกับทางเดินไม่ได้จบแค่คำว่า “Silcor 575 ทนน้ำขัง” แต่ควรครบทั้ง Slope/Drainage + Crack/Joint Detail + Primer + Waterproofing Membrane + Traffic Finish โดยเฉพาะพื้นที่เปียกควรกำหนดผิวกันลื่นให้เหมาะสมด้วย เมื่อทำครบระบบจึงได้ทั้งการป้องกันน้ำซึมและผิวทางเดินที่เหมาะกับการใช้งานประจำวัน

หากคุณกำลังมองหา เคมีภัณฑ์งานก่อสร้างและโซลูชันงานกันซึม/ซ่อมแซมโครงสร้างคุณภาพ ติดต่อสอบถาม ขอคำปรึกษา และสั่งซื้อได้ที่ Line @passawarn หรือโทร 02-552-6468 / อีเมล sales@passawarn.com เลือกชมสินค้าและบริการได้ที่ เว็บไซต์ psw-chemical.com เปลี่ยนงานก่อสร้างของคุณให้ “แข็งแรง ปลอดภัย และได้มาตรฐาน” ด้วยบริการจาก บริษัท ภัศวาลย์ จำกัด (PSW Chemical) วันนี้!

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ กันซึม ที่นี่!