ดาดฟ้าคอนกรีตมีน้ำขังหลังฝนตก ทำกันซึมด้วย Silcor 575 ป้องกันน้ำซึม
ดาดฟ้าคอนกรีตที่มีน้ำขังหลังฝนตกเป็นปัญหาที่ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน โดยเฉพาะอาคารที่เริ่มพบคราบน้ำบนฝ้า ผนังชื้น สีพอง หรือมีรอยน้ำปรากฏหลังฝนตกหนัก เพราะอาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับทั้งสภาพพื้นคอนกรีต รอยแตกร้าว รายละเอียดบริเวณรอยต่อ ท่อระบายน้ำ รวมถึงระบบกันซึมเดิมที่เสื่อมสภาพ
อีกปัญหาหนึ่งคือดาดฟ้าบางแห่งมีความลาดเอียงไม่เพียงพอ ทำให้น้ำฝนไม่สามารถไหลลง Floor Drain ได้ทั้งหมด เมื่อฝนหยุดแล้วจึงยังมีแอ่งน้ำเหลืออยู่บนพื้นเป็นเวลานาน หากชั้นกันซึมเดิมมีรอยแตก รอยต่อ หรือจุดบกพร่อง น้ำสามารถเข้าไปตามตำแหน่งเหล่านั้นและเกิดปัญหาน้ำซึมลงสู่พื้นที่ด้านล่างได้
สำหรับงานลักษณะนี้ SILCOR® 575 เป็นหนึ่งในระบบที่สามารถนำมาพิจารณาได้ โดยข้อมูลผลิตภัณฑ์จาก GCP Applied Technologies ระบุว่าเป็นเมมเบรนกันซึม Polyurethane แบบส่วนประกอบเดียว ออกแบบสำหรับพื้นที่อย่าง Roof-deck, Balcony, Plant Room, Podium และพื้นที่ที่มีการเดินใช้งาน อีกทั้งยังระบุคุณสมบัติในการต้านทานน้ำขัง หรือ “resists ponded water” และสร้างชั้นเมมเบรนแบบต่อเนื่องบนพื้นผิวเมื่อใช้งานตามระบบที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม การทำกันซึมดาดฟ้าที่มีน้ำขังไม่ควรมองเพียงการทาวัสดุลงบนพื้นแล้วจบ เพราะก่อนติดตั้งต้องตรวจหาสาเหตุของน้ำขัง สภาพพื้น รอยแตก จุดต่อ และระบบระบายน้ำให้ครบก่อน
ทำไมดาดฟ้าคอนกรีตถึงมีน้ำขังหลังฝนตก
น้ำขังบนดาดฟ้าไม่ได้หมายความว่าพื้นจะรั่วทันทีเสมอไป แต่เป็นสัญญาณว่าระบบระบายน้ำหรือรูปทรงของพื้นควรได้รับการตรวจสอบ
พื้นดาดฟ้ามี Slope ไม่เพียงพอ
ดาดฟ้าควรถูกออกแบบให้มีความลาดเอียงเพื่อพาน้ำไปยังจุดระบายน้ำ หากพื้นมีบางบริเวณต่ำกว่าพื้นที่รอบข้าง น้ำจะรวมตัวเป็นแอ่งหลังฝนตก
ปัญหานี้พบได้ทั้งในอาคารเก่าและอาคารที่ปรับปรุงพื้นหลายครั้ง เพราะการเทปูนหรือทำพื้นทับชั้นเดิมอาจเปลี่ยนระดับพื้นได้
Floor Drain ระบายน้ำได้ช้า
เศษใบไม้ ฝุ่น ตะกอน หรือสิ่งสกปรกสามารถสะสมบริเวณท่อระบายน้ำ ทำให้น้ำไหลลงช้ากว่าปกติ
หากฝนตกหนัก ปริมาณน้ำอาจมากกว่าความสามารถในการระบาย จึงเกิดน้ำขังชั่วคราวบนพื้น
พื้นคอนกรีตมีแอ่ง
คอนกรีตบางพื้นที่อาจทรุด แตก หรือมีระดับไม่สม่ำเสมอ ทำให้เกิด Low Spot ซึ่งกลายเป็นจุดสะสมน้ำทุกครั้งที่ฝนตก
ระบบกันซึมเดิมเสื่อม
วัสดุกันซึมที่ใช้งานมานานอาจเกิดการแตกร้าว ล่อน พอง หรือเสื่อมสภาพบริเวณรอยต่อ โดยเฉพาะพื้นที่ที่รับแดด ฝน และการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิตลอดเวลา


น้ำขังทำไมถึงกลายเป็นปัญหาน้ำซึมได้
ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่น้ำขังอย่างเดียว แต่อยู่ที่สภาพของชั้นกันซึมและรายละเอียดของพื้นใต้แอ่งน้ำ
น้ำมีเวลาอยู่บนพื้นนานขึ้น
พื้นที่ที่ระบายน้ำออกเร็วจะมีช่วงเวลาสัมผัสน้ำสั้นกว่า แต่ถ้ามีน้ำขังหลายชั่วโมงหรือหลายวัน จุดอ่อนของระบบกันซึมจะสัมผัสน้ำต่อเนื่องนานขึ้น
รอยแตกเล็กสามารถกลายเป็นทางผ่านของน้ำ
พื้นคอนกรีตมีโอกาสเกิดรอยแตกจากการหดตัว การเคลื่อนตัว หรืออุณหภูมิ หากรอยแตกนั้นอยู่ใต้บริเวณน้ำขัง น้ำอาจเข้าไปตามแนวรอยแตกได้
รอยต่อเป็นอีกจุดที่ควรตรวจ
บริเวณพื้นชนผนัง รอบฐานอุปกรณ์ รอบท่อ และแนว Penetration เป็นรายละเอียดที่ซับซ้อนกว่าพื้นเรียบ หากทำระบบกันซึมไม่ต่อเนื่องอาจกลายเป็นจุดรั่วได้
Silcor 575 คืออะไร
SILCOR® 575 เป็น One-part Polyurethane Waterproofing Membrane หรือเมมเบรนกันซึม Polyurethane แบบส่วนประกอบเดียว จึงไม่ต้องผสมส่วนประกอบหลายชุดก่อนใช้งานตามลักษณะของผลิตภัณฑ์
ข้อมูลจาก GCP ระบุว่า Silcor 575 สามารถสร้างเมมเบรน Elastomeric แบบต่อเนื่องและยึดติดกับพื้นผิว โดยออกแบบสำหรับงาน Roof-deck, Balcony, Plant Room, Podium, Bund และพื้นที่ทางเดินบางประเภท รวมถึงมีคุณสมบัติต้านน้ำขัง
จุดเด่นสำหรับงานดาดฟ้า
คุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับงานดาดฟ้า ได้แก่
กันน้ำและทนน้ำขัง
เป็นระบบส่วนประกอบเดียว
สร้างชั้นเมมเบรนต่อเนื่อง
สามารถใช้กับ Roof-deck
รองรับรายละเอียดพื้นผิวที่มีรูปทรงซับซ้อนได้
สามารถใช้ร่วมกับ SILCOR® Top Coat 80 ในระบบที่ต้องการผิวทน UV และรองรับการเดินบนพื้นที่เปิดโล่งตามข้อมูลของผู้ผลิต
Silcor 575 เหมาะกับดาดฟ้าที่มีน้ำขังหรือไม่
คุณสมบัติของ Silcor 575 ระบุชัดเรื่อง Waterproof — resists ponded water จึงเป็นหนึ่งในวัสดุที่สามารถพิจารณาสำหรับดาดฟ้าหรือ Roof Deck ที่มีโอกาสเจอน้ำฝนและน้ำขังเป็นช่วง ๆ ได้
แต่คำว่า “ทนน้ำขัง” ไม่ได้หมายความว่าควรปล่อยให้ดาดฟ้ามีน้ำขังถาวรโดยไม่แก้ไขสาเหตุ
ระบบกันซึมไม่ใช่ตัวแทนระบบระบายน้ำ
ถ้าดาดฟ้ามีแอ่งลึก Slope ผิด หรือ Drain อุดตัน ควรแก้ไขปัญหาเหล่านี้ร่วมด้วย เพื่อช่วยให้น้ำออกจากพื้นที่เร็วขึ้น
ต้องหาต้นเหตุรั่วก่อน
หากน้ำรั่วเกิดจาก Joint, Crack, Penetration หรือรายละเอียดโครงสร้างอื่น การทำเมมเบรนเพียงอย่างเดียวโดยไม่จัดการรายละเอียดเหล่านี้ก่อนอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด
ก่อนทำ Silcor 575 ต้องตรวจอะไรบนดาดฟ้า
ขั้นตอนตรวจหน้างานมีความสำคัญมาก เพราะประสิทธิภาพของระบบกันซึมขึ้นอยู่กับสภาพ Substrate และการเตรียมพื้น
ตรวจรอยแตก
ควรสำรวจทั้งรอยแตกเส้นเล็กและรอยแตกที่มีการเคลื่อนตัว หากพบต้องประเมินประเภทและซ่อมด้วยระบบที่เหมาะสมก่อน
ตรวจบริเวณพื้นชนผนัง
แนวมุมระหว่างพื้นดาดฟ้ากับ Parapet เป็นจุดสำคัญ เพราะเป็นตำแหน่งที่พื้นแนวนอนเปลี่ยนเป็นผนังแนวตั้ง
ตรวจรอบท่อ
ท่อน้ำ ท่อ Service และ Floor Drain ควรตรวจว่ามีช่องว่าง รอยแตก หรือวัสดุเดิมเสื่อมสภาพหรือไม่
ตรวจพื้นผิวเดิม
พื้นต้องแข็งแรง ไม่มีปูนแตกร่วน ฝุ่น น้ำมัน หรือสิ่งปนเปื้อนที่อาจรบกวนการยึดเกาะของระบบ
GCP ระบุให้พื้นผิวที่จะติดตั้งระบบได้รับการเตรียมให้เหมาะสม และมีคำแนะนำเรื่อง Primer ตามสภาพพื้นผิว รวมถึงระบุค่าความชื้นที่แนะนำก่อนใช้งานในเอกสารผลิตภัณฑ์
ทำไมการเตรียมพื้นถึงสำคัญ
ชั้นกันซึมจะทำงานได้ดีเมื่อยึดติดกับพื้นผิวที่แข็งแรง
ถ้าพื้นมีฝุ่น
วัสดุอาจยึดกับฝุ่นแทนที่จะยึดกับคอนกรีตโดยตรง
ถ้าพื้นมีปูนแตกร่วน
ชั้นผิวอาจหลุดออกพร้อมกับระบบกันซึมได้ภายหลัง
ถ้ามีน้ำมันหรือสิ่งปนเปื้อน
อาจรบกวนการยึดเกาะของ Primer และ Membrane
ถ้าพื้นมีความชื้นไม่เหมาะสม
ต้องประเมินระบบ Primer และวิธีติดตั้งตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ ไม่ควรทาทับโดยไม่ตรวจสภาพพื้น
จุดรอยต่อและรอยแตกควรเก็บรายละเอียดก่อนทำเต็มพื้นที่
การกันซึมที่ดีไม่ควรเริ่มจากพื้นที่กว้างก่อน แต่ควรจัดการจุดเสี่ยงให้เรียบร้อย
Joint
รอยต่อของโครงสร้างหรือวัสดุควรได้รับการตรวจและเลือก Sealant ให้เหมาะกับการเคลื่อนตัว
Crack
รอยแตกควรพิจารณาว่าเป็นรอยแตกทั่วไปหรือรอยแตกที่ยังเคลื่อนตัว เพราะวิธีซ่อมอาจแตกต่างกัน
มุมพื้นชนผนัง
ควรเก็บรายละเอียดให้ระบบเมมเบรนต่อเนื่องจากพื้นขึ้นไปบริเวณขอบตามรายละเอียดการติดตั้ง
รอบท่อและ Penetration
ต้องทำให้ระบบกันซึมต่อเนื่องโดยไม่มีช่องว่าง
รายละเอียดเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นตำแหน่งที่การรั่วซึมเกิดขึ้นได้บ่อยกว่าพื้นเรียบขนาดใหญ่
การลง Primer ก่อน Silcor 575
GCP ระบุในข้อมูลการใช้งานให้ใช้ Primer ตามลักษณะของ Substrate โดยตัวอย่างหนึ่งคือ SILCOR Primer BS สำหรับพื้นผิวที่มีรูพรุนหรือเพื่อช่วยปิดผิว และมี Primer สำหรับสภาพพื้นบางประเภทโดยเฉพาะ
การเลือก Primer จึงไม่ควรตัดสินจากชื่อผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ควรดูสภาพพื้นจริงและคำแนะนำระบบของผู้ผลิต
ความหนาของ Silcor 575 สำคัญอย่างไร
การทากันซึมไม่ได้วัดแค่ว่า “ทาครบพื้นที่หรือไม่” แต่ต้องควบคุมปริมาณและความหนาให้เหมาะสม
ข้อมูลผลิตภัณฑ์ของ GCP ระบุการใช้งาน Silcor 575 เพื่อให้ได้ Dry Film Thickness ขั้นต่ำประมาณ 1.5 มม. โดยแนะนำ Wet Film Thickness รวมอย่างน้อยประมาณ 1.75 มม. และสามารถติดตั้งหนึ่งหรือสองชั้นตามวิธีการที่ระบุ
ทาบางเกินไป
อาจไม่ได้ความหนาของระบบตามที่ออกแบบไว้
ความหนาไม่สม่ำเสมอ
บางจุดอาจมีประสิทธิภาพต่ำกว่าพื้นที่อื่น โดยเฉพาะบริเวณพื้นหยาบหรือมีรูพรุน
ควรตรวจระหว่างติดตั้ง
งานที่ต้องการควบคุมคุณภาพควรตรวจ Wet Film Thickness ตามวิธีที่ผู้ผลิตแนะนำ
Silcor 575 ช่วยเรื่องรอยต่อได้อย่างไร
ลักษณะของวัสดุที่ติดตั้งเป็นเมมเบรนเหลวทำให้สามารถสร้างชั้นกันซึมต่อเนื่องบนพื้นหลังจากเก็บรายละเอียดรอยต่ออย่างถูกต้อง
ข้อดีของระบบลักษณะนี้คือไม่มีแนวต่อของแผ่นเมมเบรนกระจายอยู่ทั่วพื้นเหมือนระบบบางประเภท และสามารถทำรายละเอียดบริเวณรูปทรงซับซ้อนได้
อย่างไรก็ตาม จุด Crack, Joint และ Gap ต้องได้รับการเตรียมและซ่อมอย่างเหมาะสมก่อนลงระบบเต็มพื้นที่ ไม่ควรหวังให้การเคลือบผิวทับไปโดยตรงแก้ปัญหารอยต่อทุกประเภทได้เอง
ดาดฟ้าเปิดรับแดดควรพิจารณา Top Coat
พื้นที่ดาดฟ้าส่วนใหญ่อยู่กลางแจ้งและได้รับ UV โดยตรง
ข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุว่าเมื่อใช้ SILCOR® 575 ร่วมกับ SILCOR® Top Coat 80 สามารถเป็นระบบที่มีความทน UV มีผิว Non-slip และรองรับการเดินได้ตามระบบที่กำหนด
ดังนั้นพื้นที่ที่ปล่อยผิวสัมผัสภายนอกควรพิจารณาระบบผิวสำเร็จตามคำแนะนำของผู้ผลิต ไม่ควรเลือกเฉพาะเมมเบรนหลักโดยไม่ดูสภาพการใช้งานจริง
น้ำขังมากควรแก้ Slope ด้วยหรือไม่
ควรตรวจและแก้ไขหากพบว่าพื้นมีปัญหาอย่างชัดเจน
น้ำขังเล็กน้อยหลังฝน
ควรดูระยะเวลาที่น้ำระบายออกและตำแหน่งที่เกิดซ้ำ
น้ำขังเป็นแอ่งลึก
ควรตรวจระดับพื้นและพิจารณาปรับ Slope หรือซ่อม Low Spot
น้ำไม่ลง Drain
ต้องตรวจท่อและระบบระบายน้ำก่อน เพราะการเคลือบกันซึมไม่ได้เพิ่มความสามารถในการระบายน้ำของท่อ
ระบบกันซึมควรเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาทั้งระบบ ไม่ใช่ใช้แทนการปรับความลาดเอียงหรือแก้ไข Drain
ถ้ามีคราบน้ำใต้ฝ้า ต้องทำจากด้านบนอย่างเดียวหรือไม่
ควรตรวจต้นทางก่อน เพราะตำแหน่งที่เห็นคราบด้านล่างอาจไม่ตรงกับจุดที่น้ำเข้าจากด้านบนเสมอไป
น้ำสามารถไหลตามพื้นคอนกรีต รอยต่อ หรือช่อง Service แล้วไปออกอีกตำแหน่งได้
จึงควรตรวจ
รอยแตกด้านบน
รอบ Floor Drain
แนวพื้นชนผนัง
ฐานอุปกรณ์
ท่อ Penetration
Joint
ระบบกันซึมเดิม
ก่อนกำหนดขอบเขตซ่อม
ทำเฉพาะจุดหรือทำเต็มพื้นที่ แบบไหนดีกว่า
ขึ้นอยู่กับสภาพระบบเดิม
ซ่อมเฉพาะจุด
เหมาะเมื่อสามารถระบุต้นเหตุได้ชัด ระบบเดิมส่วนอื่นยังอยู่ในสภาพดี และรายละเอียดรอยต่อสามารถเชื่อมกับระบบเดิมได้อย่างเหมาะสม
ทำเต็มพื้นที่
เหมาะกับดาดฟ้าที่มีรอยแตกหลายตำแหน่ง ระบบเดิมเสื่อมทั่วพื้นที่ หรือเกิดรั่วซ้ำหลายจุด
การทำเต็มพื้นที่ช่วยสร้างระบบเมมเบรนต่อเนื่องมากกว่า แต่ต้องเตรียมพื้นและจัดการรายละเอียดทุกจุดให้ถูกต้อง
Silcor 575 เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องมีคนเดินหรือไม่
GCP ระบุการใช้งาน Silcor 575 สำหรับพื้นที่ประเภท Roof-deck, Balcony, Plant Room และ Exposed Pathway โดยเมื่อนำไปใช้ร่วมกับระบบ Top Coat ตามที่กำหนด สามารถเป็นระบบ Non-slip และ Foot-trafficable ได้
หากดาดฟ้ามีช่างขึ้นไปตรวจเครื่องจักรหรือมีการเดินใช้งานเป็นประจำ ควรแจ้งลักษณะการใช้งานกับผู้ผลิตหรือผู้รับเหมาระบบ เพื่อกำหนดระบบผิวสำเร็จให้เหมาะสม
หลังทำระบบแล้วควรดูแลอะไร
ระบบกันซึมไม่ควรถูกติดตั้งแล้วปล่อยโดยไม่ตรวจสอบอีกเลย
ทำความสะอาด Drain
ป้องกันใบไม้และตะกอนอุดตันจนเกิดน้ำขังโดยไม่จำเป็น
ตรวจหลังฝนตกหนัก
ดูว่ามีแอ่งน้ำใหม่หรือไม่ และระบบระบายยังทำงานตามปกติหรือเปล่า
ตรวจรอบฐานอุปกรณ์
พื้นที่ที่มีงานซ่อมเครื่องจักรหรือติดตั้งของใหม่อาจถูกเจาะหรือกระทบชั้นกันซึม
ตรวจผิวระบบเป็นระยะ
หากมีรอยเสียหายจากการใช้งานควรซ่อมก่อนที่จะขยายตัว
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
เห็นน้ำขังแล้วรีบทากันซึมทับทันที
ควรหาสาเหตุของน้ำขังและน้ำรั่วก่อน
ไม่ซ่อมรอยแตก
รอยแตกและรอยต่อต้องได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมก่อนทำระบบเต็มพื้นที่
ทาทับพื้นเดิมที่หลุดร่อน
ระบบใหม่อาจยึดติดกับชั้นผิวที่ไม่แข็งแรง
ไม่ทำความสะอาดพื้น
ฝุ่น น้ำมัน และสิ่งปนเปื้อนมีผลต่อการยึดเกาะ
ใช้วัสดุไม่ถึงความหนาที่กำหนด
ควรควบคุมความหนาตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ประเมินจากสีที่เห็นเพียงอย่างเดียว
ไม่ตรวจ Drain
ถึงระบบกันซึมจะทนน้ำขัง แต่การปล่อยให้ท่ออุดตันไม่ได้เป็นแนวทางที่เหมาะสมสำหรับดาดฟ้า
Checklist ก่อนทำกันซึมดาดฟ้าด้วย Silcor 575
ตรวจปัญหาน้ำ
น้ำขังตรงไหน
ขังลึกแค่ไหน
หลังฝนหยุดนานเท่าไรจึงแห้ง
Floor Drain ทำงานปกติหรือไม่
พื้นที่ด้านล่างมีรอยน้ำตรงไหน
ตรวจพื้นคอนกรีต
มีรอยแตกหรือไม่
มีปูนแตกร่วนหรือไม่
มีชั้นเคลือบเดิมหรือไม่
มีน้ำมันหรือสิ่งปนเปื้อนหรือไม่
พื้นมี Low Spot หรือไม่
ตรวจรายละเอียด
มุมพื้นชนผนัง
รอบท่อ
Floor Drain
ฐานอุปกรณ์
Joint
Penetration
ตรวจระบบก่อนทำ
เลือก Primer ให้เหมาะกับ Substrate
เตรียมพื้นตามคำแนะนำ
เก็บรายละเอียดรอยแตกและรอยต่อ
ควบคุมความหนา Silcor 575
พิจารณา Top Coat ตามสภาพการใช้งาน
หลังติดตั้ง
ตรวจความต่อเนื่องของ Membrane
ตรวจพื้นที่รายละเอียดทั้งหมด
ป้องกันการเจาะหรือทำลายผิว
ตรวจ Drain ให้โล่ง
วางแผนตรวจสภาพเป็นระยะ
สรุป
ดาดฟ้าคอนกรีตที่มีน้ำขังหลังฝนตกควรได้รับการตรวจทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็น Slope, Floor Drain, รอยแตกร้าว, รอยต่อ และสภาพระบบกันซึมเดิม เพราะการเกิดน้ำขังและการเกิดน้ำรั่วไม่ได้มีต้นเหตุเดียวกันเสมอไป
SILCOR® 575 เป็นเมมเบรน Polyurethane แบบส่วนประกอบเดียวที่ GCP ระบุว่าสามารถใช้กับ Roof-deck และมีคุณสมบัติกันน้ำพร้อมต้านทานน้ำขัง รวมถึงสร้างเมมเบรนต่อเนื่องบนพื้นผิวเมื่อใช้งานตามระบบที่กำหนด จึงสามารถนำมาพิจารณาสำหรับงานดาดฟ้าคอนกรีตที่มีโอกาสเจอน้ำฝนและน้ำขังได้
อย่างไรก็ตาม การทำระบบให้ได้ประสิทธิภาพไม่ควรเริ่มด้วยการทาวัสดุทันที แต่ควรแก้ไขต้นเหตุของน้ำขัง เตรียมพื้น ซ่อม Crack และ Joint เลือก Primer ให้เหมาะสม และควบคุมความหนาของเมมเบรนตามข้อกำหนด เมื่อทุกส่วนทำงานร่วมกัน ระบบกันซึมจึงจะช่วยลดความเสี่ยงของน้ำซึมเข้าสู่โครงสร้างและช่วยปกป้องพื้นที่ดาดฟ้าได้อย่างเหมาะสม
หากคุณกำลังมองหา เคมีภัณฑ์งานก่อสร้างและโซลูชันงานกันซึม/ซ่อมแซมโครงสร้างคุณภาพ ติดต่อสอบถาม ขอคำปรึกษา และสั่งซื้อได้ที่ Line @passawarn หรือโทร 02-552-6468 / อีเมล sales@passawarn.com เลือกชมสินค้าและบริการได้ที่ เว็บไซต์ psw-chemical.com เปลี่ยนงานก่อสร้างของคุณให้ “แข็งแรง ปลอดภัย และได้มาตรฐาน” ด้วยบริการจาก บริษัท ภัศวาลย์ จำกัด (PSW Chemical) วันนี้!
อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ กันซึม ที่นี่!





