ดาดฟ้าโดนฝนหนักทากันซึม Silcor 575 ช่วยป้องกันน้ำซึม

ต.ค. 26, 2026 by admin Blog 0 comment

ดาดฟ้าโดนฝนหนัก ทากันซึม Silcor 575 ช่วยป้องกันน้ำซึมได้อย่างไร?

ดาดฟ้าเป็นพื้นที่ที่ต้องรับฝนโดยตรง โดยเฉพาะช่วงที่ฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน หากพื้นคอนกรีตมีรอยแตกร้าว ระบบกันซึมเดิมเริ่มเสื่อม หรือบริเวณรอบ Drain และพื้นต่อผนังทำ Detail ไว้ไม่ดี น้ำสามารถค่อย ๆ ผ่านลงสู่ Concrete และไปปรากฏเป็น คราบน้ำบนฝ้า ผนังชื้น สีพอง หรือมีน้ำหยดชั้นล่าง ได้

หากต้องการทำระบบกันซึมใหม่บนดาดฟ้า SILCOR® 575 เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาสำหรับงานลักษณะนี้ โดยข้อมูลผลิตภัณฑ์ล่าสุดของ GCP Thailand ระบุว่าเป็น One-Part High-Performance Polyurethane Waterproofing Membrane สำหรับ Roof Deck, Balcony, Plant Room, Podium และพื้นที่ภายนอก พร้อมคุณสมบัติ Waterproof และ Resists Ponded Water รวมถึงสร้างเมมเบรนต่อเนื่องแบบ One-Piece Barrier ยึดติดกับพื้นรองรับ

จุดสำคัญคือ Silcor 575 ช่วยสร้างชั้น Waterproofing บนดาดฟ้า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทาทับพื้นทุกสภาพแล้วปัญหาจะหายทันที เพราะหากมี Structural Crack, Expansion Joint, Drain เสีย หรือ Slope ทำให้น้ำขังตลอดเวลา ต้องแก้ Detail เหล่านี้ร่วมด้วย

ฝนตกหนักทำไมดาดฟ้าถึงเริ่มรั่วได้?

ดาดฟ้าที่ดูปกติในช่วงฝนเบาอาจเริ่มแสดงปัญหาเมื่อเจอฝนตกหนัก เพราะปริมาณน้ำบนพื้นเพิ่มขึ้นและมีเวลาสัมผัส Concrete นานกว่าเดิม

น้ำสามารถหาทางผ่านจุดต่าง ๆ เช่น

  • Hairline Crack
  • รอยต่อ Concrete
  • พื้นต่อผนัง
  • Parapet
  • รอบท่อ
  • Floor Drain
  • Joint
  • ระบบกันซึมเดิมที่แตกร้าวหรือหลุด

หากมีน้ำขังร่วมด้วย ระยะเวลาที่น้ำสัมผัสจุดอ่อนเหล่านี้ก็ยิ่งนานขึ้น

ดังนั้นก่อนทากันซึมใหม่ควรสำรวจทั้งพื้นที่ ไม่ควรซ่อมเฉพาะบริเวณฝ้าที่เห็นคราบน้ำด้านล่าง เพราะตำแหน่งที่น้ำเข้าและตำแหน่งที่น้ำออกอาจอยู่คนละจุดกัน

ฝนตกหนักทำไมดาดฟ้าถึงเริ่มรั่วได้?
ฝนตกหนักทำไมดาดฟ้าถึงเริ่มรั่วได้?

Silcor 575 เป็นวัสดุกันซึมแบบไหน?

Silcor 575 เป็น Polyurethane Waterproofing Membrane แบบ Single-Pack หรือส่วนประกอบเดียว จึงไม่ต้องนำ Part A และ Part B มาผสมก่อนใช้งาน

GCP ระบุคุณสมบัติหลักไว้ว่า

  • Waterproof
  • Resists Ponded Water
  • Resistant to UV Exposure
  • Single-Pack — No Mixing
  • Forms a One-Piece Membrane Barrier
  • สามารถใช้สำหรับ Install, Maintain หรือ Refurbish
  • ใช้กับ Roof Deck, Balcony และพื้นที่ Exposed ได้

ลักษณะ Liquid Applied ช่วยให้วัสดุไหลตามรูปทรงของพื้นที่และสร้าง Membrane ต่อเนื่องหลัง Cure ซึ่งเหมาะกับดาดฟ้าที่มีมุม ท่อ หรือรายละเอียดหลายตำแหน่ง

Silcor 575 ทนน้ำขังได้จริงไหม?

ข้อมูล GCP ระบุ Silcor 575 โดยตรงว่า Waterproof — Resists Ponded Water

คุณสมบัตินี้มีประโยชน์กับดาดฟ้าที่หลังฝนตกอาจยังมีน้ำค้างอยู่บางตำแหน่งก่อนระบายออกหมด

แต่คำว่า “ทนน้ำขัง” ไม่ควรตีความว่า

ไม่ต้องทำ Slope และปล่อยน้ำขังถาวรได้

ระบบที่ดีควรให้น้ำไหลไปยัง Drain ได้เร็วที่สุด เพราะหากมีแอ่งน้ำตลอดเวลา ไม่เพียงแต่ระบบกันซึมต้องรับน้ำเพิ่ม แต่ยังอาจเกิดตะไคร่ คราบสกปรก และเพิ่มภาระการดูแลรักษาพื้นที่ด้วย

จึงควรตรวจพร้อมกันทั้ง

Waterproofing + Slope + Drainage

Silcor 575 ทนน้ำขังได้จริงไหม?
Silcor 575 ทนน้ำขังได้จริงไหม?

ถ้าดาดฟ้ามีน้ำขังอยู่ตรงเดิมทุกครั้งหลังฝน ควรทำอย่างไร?

ต้องตรวจสาเหตุก่อน

ปัญหาอาจเกิดจาก

  • พื้นแอ่น
  • Screed ทำ Slope ผิด
  • Floor Drain สูงกว่าพื้น
  • Drain อุดตัน
  • จำนวน Drain ไม่พอ
  • มีพื้นที่ต่ำเฉพาะจุด

หากน้ำขังเป็นแอ่งลึก ควรแก้ระดับพื้นตามความเหมาะสม ไม่ควรพึ่ง Silcor 575 ให้ทำหน้าที่แทนระบบระบายน้ำ

Silcor 575 ช่วยป้องกันน้ำผ่านชั้น Waterproofing แต่ไม่ได้ทำให้น้ำบนพื้นไหลออกเอง

ดาดฟ้ามีรอยร้าวเล็ก ๆ สามารถทาทับเลยไหม?

ไม่ควรทาทับ Crack โดยไม่ตรวจสภาพ

GCP ระบุให้ ซ่อม Surface Defect ก่อน และให้ใช้ Silcor LM PU Sealant สำหรับเติม

  • Joint
  • Crack
  • Gap
  • Internal Corner
  • Penetration

รวมถึงใช้ทำ Angle Fillet ตามมุม ก่อนเดิน Membrane หลักต่อ

ดังนั้นขั้นตอนที่เหมาะสมควรเป็น

ตรวจ Crack → ซ่อมรอย → เก็บ Detail → Primer → Silcor 575

หากเป็น Structural Crack หรือรอยที่ยังเปิด–ปิดตาม Movement ของโครงสร้าง ต้องตรวจและเลือก Crack/Joint Repair System ที่รองรับการเคลื่อนตัวนั้นก่อน ไม่ควรใช้ Membrane พื้นที่หลักแทนการซ่อมโครงสร้าง

พื้นต่อผนังทำไมถึงเป็นจุดเสี่ยง?

พื้นต่อผนังเป็นบริเวณเปลี่ยนจากแนวนอนเป็นแนวตั้ง และมักมีความเค้นหรือ Movement แตกต่างจากพื้นที่กลางพื้น

ถ้าทา Silcor 575 บนพื้นแล้วหยุดตรงมุมพอดี อาจเกิด Weak Point ได้

GCP แนะนำให้ใช้ Silcor LM PU Sealant เพื่อทำ Angle Fillet ตาม Internal Corner และ Penetration และต้องให้ Detail Skin Cure ก่อนเริ่ม General Membrane Installation

จึงควรให้ Waterproofing ต่อเนื่องจาก

พื้น → มุม → ผนังหรือ Parapet

ตามรายละเอียดของระบบ

รอบ Floor Drain ต้องทำอย่างไร?

Floor Drain เป็นหนึ่งในจุดที่ควรตรวจมากที่สุดเมื่อต้องแก้ดาดฟ้ารั่ว

ควรดูว่า

  • ขอบ Drain แตกร้าวหรือไม่
  • มีช่องระหว่าง Drain กับ Concrete หรือไม่
  • Membrane เดิมต่อเข้า Drain หรือไม่
  • Drain อยู่สูงกว่าพื้นหรือไม่
  • มีน้ำขังรอบ Drain หรือไม่
  • ท่ออุดตันหรือไม่

หากมี Gap หรือ Crack ต้องซ่อม Detail ให้เรียบร้อยก่อนทำ General Membrane

เพราะแม้พื้นที่กลางดาดฟ้าจะกันน้ำได้ดี แต่ช่องเล็ก ๆ รอบ Drain เพียงตำแหน่งเดียวก็สามารถให้น้ำผ่านเข้าใต้ระบบได้

ก่อนทา Silcor 575 ต้องเตรียมพื้นอย่างไร?

GCP ระบุให้พื้นผิวต้อง

  • Sound
  • Smooth
  • ไม่มี Dust
  • ไม่มี Laitance
  • ไม่มี Loose Matter
  • ไม่มี Oil
  • ไม่มี Contaminants

และ Surface Defect ต้องได้รับการซ่อมด้วย Repair Mortar ที่เหมาะสมก่อนทำ Waterproofing

สำหรับ Concrete ใหม่ เอกสารปัจจุบันระบุ Concrete ควร Cure ประมาณ 28 วัน และ Render ประมาณ 7 วัน ก่อนทำระบบ

ในกรณีดาดฟ้าเก่าควรตรวจระบบกันซึมเดิมด้วย หากพอง หลุด หรือมีน้ำอยู่ใต้ Membrane เดิม ควรรื้อส่วนที่เสียออกจนถึง Substrate ที่แข็งแรงก่อน

ต้องลง Primer ก่อนหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับสภาพพื้น

สำหรับพื้น Porous หรือ Dusty GCP ระบุการใช้ Silcor Primer BS ประมาณ 0.15–0.30 กก./ตร.ม. เพื่อ Seal พื้นและช่วยลด Pin Hole

สำหรับ Damp Concrete มี Silcor Primer BW N105-DT ตามเงื่อนไขระบบ โดยเอกสารระบุ Recommended Moisture Content ต่ำกว่า 5% ตาม ASTM F2659

ดังนั้นอย่าข้าม Primer เพียงเพราะต้องการลดเวลา เพราะ Primer มีบทบาทต่อการยึดเกาะและลดปัญหาจากพื้น Porous

ทำไมบางดาดฟ้าทาแล้วเกิดรูเข็มหรือ Pin Hole?

Concrete ที่มีรูพรุนสามารถมีอากาศสะสมอยู่ด้านใน

เมื่ออุณหภูมิพื้นสูงขึ้น อากาศจะขยายตัวและออกจาก Concrete ทำให้เกิด Outgassing ผ่าน Primer หรือ Membrane ที่ยังเปียก จนกลายเป็น Pin Hole ได้

GCP ระบุว่าการลง Primer บน Highly Porous Substrate ในช่วงที่อุณหภูมิ Concrete กำลังเพิ่มขึ้นมีโอกาสเกิด Outgassing และแนะนำว่าการทำในช่วงที่อุณหภูมิพื้นคงที่หรือลดลง เช่น ช่วงบ่ายแก่หรือเย็น สามารถช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้

Silcor 575 ต้องทาหนาเท่าไร?

GCP กำหนดให้ Silcor 575 มีความหนารวมขั้นต่ำ

Wet Film Thickness หรือ WFT = 1.75 มม.

เพื่อให้ได้

Dry Film Thickness หรือ DFT ขั้นต่ำ = 1.5 มม.

สามารถทำได้ 1 หรือ 2 Coats และควรวัด WFT ขณะติดตั้งด้วย Wet Film Thickness Gauge

อัตราการใช้ที่ระบุคือประมาณ

2.4 กก./ตร.ม. สำหรับ DFT 1.5 มม.

ดังนั้นการทาบาง ๆ จน “เห็นว่าพื้นมีสีครบแล้ว” ไม่ใช่วิธีควบคุมระบบกันซึมที่ถูกต้อง

ทำไมต้องวัด Wet Film Thickness?

เพราะดูด้วยตาไม่สามารถรู้ได้ว่าความหนาครบหรือไม่

พื้นอาจดูปิดทั่วแล้ว แต่บางตำแหน่งอาจมี Membrane บางกว่าข้อกำหนด เช่น

  • รอบมุม
  • ขอบ Drain
  • พื้นหยาบ
  • บริเวณที่ Roller ดึงวัสดุออกมากเกินไป

การใช้ Wet Film Gauge จึงช่วยตรวจระหว่างทำงานได้ทันที ไม่ต้องรอให้ระบบ Cure แล้วค่อยพบว่าความหนาไม่พอ

Silcor 575 ทำเป็นระบบไร้รอยต่อได้อย่างไร?

เพราะเป็น Liquid Applied Membrane

หลังติดตั้งและ Cure วัสดุจะสร้าง One-Piece Membrane Barrier และ GCP ระบุว่าระบบเป็น Elastomeric Membrane ที่ Fully Laminated กับ Substrate

จึงเหมาะกับดาดฟ้าที่มี

  • มุมเยอะ
  • รอบท่อ
  • ฐานอุปกรณ์
  • Drain
  • Parapet
  • พื้นต่างระดับ

โดยไม่ต้องมีรอยต่อแผ่นในพื้นที่หลัก

แต่ “ไร้รอยต่อ” ไม่ได้หมายความว่า Crack หรือ Expansion Joint ไม่ต้องซ่อม เพราะ Detail เหล่านั้นยังต้องทำก่อน Membrane หลักตามข้อกำหนด

ถ้าดาดฟ้าเปิดรับแดดทุกวัน ใช้ได้ไหม?

Silcor 575 ถูกระบุว่า Resistant to UV Exposure และสามารถ Left Exposed ได้ตามระบบ

อย่างไรก็ตาม หากต้องการ Finish ที่

  • UV Colour-Stable
  • Non-Slip
  • รองรับ Foot Traffic
  • สีคงตัวในพื้นที่ Exposed

GCP ระบุให้ใช้ร่วมกับ Silcor Top Coat 80 ซึ่งเป็น Aliphatic Polyurethane Protective Coating ที่ออกแบบสำหรับ Roof, Balcony และ Deck ที่เปิดรับสภาพภายนอก

ดังนั้นควรเลือก Finish ตามลักษณะการใช้งานจริงของดาดฟ้า

Silcor 575 รองรับการเดินได้ไหม?

PDS ล่าสุดระบุว่า Silcor 575 Membrane สามารถรับ Foot Traffic หลังประมาณ 12 ชั่วโมง และสามารถทำระบบ Surfacing เพิ่มได้เมื่อ Membrane Fully Cured

อย่างไรก็ตาม Foot Traffic ไม่ได้หมายความว่าสามารถ

  • ขับรถ
  • ลากเครื่องจักร
  • วางเหล็กปลายแหลม
  • ทำงานหนัก

บน Membrane เปลือยได้ทันที

หากพื้นที่ต้องมีการใช้งานหนัก ต้องออกแบบ Protection หรือ Finish Layer เพิ่มตามลักษณะงาน

ถ้าจะปูกระเบื้องทับได้ไหม?

ได้ตามระบบของ GCP

PDS ระบุว่า Silcor 575 หลัง Fully Cured สามารถทำ Tile Finish โดยวาง Ceramic Tile บน Mortar Bed หรือทำ Sand Layer ก่อนใช้ Suitable Adhesive

และผลิตภัณฑ์มี Cure Time สำหรับ

Flood Test, Tiling หรือ Topping ประมาณ 48 ชั่วโมง ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

ดังนั้นหากดาดฟ้าจะทำเป็นพื้นที่ใช้งานและปูกระเบื้องในภายหลัง สามารถออกแบบระบบต่อจาก Silcor 575 ได้

ขั้นตอนแก้ดาดฟ้าโดนฝนหนักและมีน้ำซึม

แนวทางทำงานสามารถเรียงได้ดังนี้

  1. สำรวจตำแหน่งน้ำรั่วด้านล่าง
  2. ตรวจพื้นที่ดาดฟ้าด้านบน
  3. ตรวจ Crack และ Joint
  4. ตรวจพื้นต่อผนังและ Parapet
  5. ตรวจรอบท่อ
  6. ตรวจ Floor Drain
  7. ตรวจ Slope และจุดน้ำขัง
  8. รื้อ Waterproofing เดิมที่พองหรือหลุด
  9. ซ่อม Concrete Defect
  10. ซ่อม Crack และ Gap
  11. ทำ Angle Fillet ตาม Detail
  12. ทำความสะอาดพื้น
  13. ตรวจ Moisture
  14. เลือก Primer ให้ตรงกับ Substrate
  15. ลง Primer
  16. ตรวจ Pin Hole และ Outgassing
  17. ทา Silcor 575
  18. วัด WFT ระหว่างติดตั้ง
  19. ให้ได้ DFT ขั้นต่ำตามระบบ
  20. ตรวจ Detail รอบ Drain และ Penetration
  21. ปล่อยให้ Cure ตามกำหนด
  22. ทำ Flood Test ตาม Method Statement
  23. ทำ Top Coat หรือ Finish Layer ตามการใช้งาน

ข้อผิดพลาดที่ทำให้ฝนรอบต่อไปยังมีน้ำซึม

  • ทาเฉพาะจุดที่เห็นน้ำหยด
  • ไม่หาต้นทางน้ำ
  • ทาทับระบบเก่าที่พอง
  • ไม่ซ่อม Crack
  • ไม่เก็บ Construction Joint
  • ไม่เก็บพื้นต่อผนัง
  • รอบ Drain มีช่อง
  • Slope ยังผิดและมีน้ำขังมาก
  • ข้าม Primer
  • พื้น Porous แต่ไม่ตรวจ Outgassing
  • Membrane บางกว่ากำหนด
  • ไม่วัด Wet Film Thickness
  • รีบทำ Flood Test ก่อน Cure
  • คิดว่า Resists Ponded Water หมายถึงไม่ต้องทำ Drainage
  • ใช้ Membrane แทนการซ่อม Structural Crack

สรุป: ดาดฟ้าเจอฝนหนัก Silcor 575 ช่วยสร้างชั้นกันซึมต่อเนื่องและรับน้ำขังได้ แต่ต้องแก้จุดรั่วให้ครบระบบ

หากดาดฟ้ามีปัญหา ฝนตกหนักแล้วน้ำซึมลงชั้นล่าง Silcor 575 เป็น Polyurethane Waterproofing Membrane แบบส่วนประกอบเดียวที่ GCP ระบุสำหรับ Roof Deck โดยตรง พร้อมคุณสมบัติ Waterproof, Resists Ponded Water, Resistant to UV Exposure และสร้าง One-Piece Membrane Barrier ยึดติดกับ Substrate

ระบบกำหนดความหนา Silcor 575 อย่างน้อย WFT 1.75 มม. เพื่อให้ได้ DFT ขั้นต่ำ 1.5 มม. และใช้อัตราประมาณ 2.4 กก./ตร.ม. โดยควรใช้ Wet Film Thickness Gauge ตรวจระหว่างติดตั้งจริง

แต่ก่อนทาต้องซ่อม Surface Defect, Crack, Gap, Internal Corner และ Penetration ให้เรียบร้อย โดย GCP ระบุการใช้ Silcor LM PU Sealant สำหรับ Detail เหล่านี้ และพื้นต้องแข็งแรง สะอาด ไม่มี Dust, Laitance, Oil หรือวัสดุหลุดร่อน

หากดาดฟ้ามีน้ำขังหลังฝนตก ควรแก้ Slope และ Drainage ไปพร้อมกัน เพราะแม้ Silcor 575 จะถูกระบุว่าทนน้ำขัง แต่การปล่อยน้ำสะสมตลอดเวลาไม่ใช่สิ่งที่ควรใช้แทนการออกแบบระบายน้ำที่เหมาะสม

ส่วนพื้นที่เปิดรับแดดสามารถใช้ Silcor 575 เป็นระบบ Exposed ได้ และหากต้องการผิวที่ UV Colour-Stable, Non-Slip และ Foot-Trafficable สามารถใช้ Silcor Top Coat 80 เพิ่มตามระบบของ GCP

ดังนั้นวิธีจัดการดาดฟ้าที่เจอฝนหนักไม่ควรเป็นเพียง “เห็นน้ำซึมแล้วทา Silcor 575 ทับ” แต่ควรทำตามลำดับ หาต้นทางน้ำ → ซ่อม Crack/Joint → แก้ Drain/Slope → เตรียมพื้น → Primer → Silcor 575 ให้ครบความหนา → ตรวจ Detail → Cure และทดสอบระบบ เมื่อทุกส่วนทำงานร่วมกันจึงช่วยลดความเสี่ยงที่ฝนรอบต่อไปจะกลับมาซึมตามจุดเดิมได้อย่างเหมาะสม

หากคุณกำลังมองหา เคมีภัณฑ์งานก่อสร้างและโซลูชันงานกันซึม/ซ่อมแซมโครงสร้างคุณภาพ ติดต่อสอบถาม ขอคำปรึกษา และสั่งซื้อได้ที่ Line @passawarn หรือโทร 02-552-6468 / อีเมล sales@passawarn.com เลือกชมสินค้าและบริการได้ที่ เว็บไซต์ psw-chemical.com เปลี่ยนงานก่อสร้างของคุณให้ “แข็งแรง ปลอดภัย และได้มาตรฐาน” ด้วยบริการจาก บริษัท ภัศวาลย์ จำกัด (PSW Chemical) วันนี้!

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ กันซึม ที่นี่!