Sarnafil G 410-15 SA กันซึมหลังคาแบบไม่อยากใช้เปลวไฟมีกาวในตัว

ก.ย. 16, 2026 by admin Blog 0 comment

อยากทำกันซึมหลังคาโดยไม่ใช้เปลวไฟ Sarnafil G 410-15 SA แบบมีกาวในตัวเหมาะอย่างไร

งานกันซึมหลังคาบางโครงการมีข้อจำกัดเรื่องการใช้เปลวไฟ โดยเฉพาะโรงงาน อาคารที่ยังเปิดใช้งานอยู่ พื้นที่ใกล้วัสดุไวไฟ อาคารผลิตอาหาร หรือพื้นที่ที่ต้องควบคุมความปลอดภัยระหว่างติดตั้งเป็นพิเศษ การเลือกวัสดุกันซึมจึงไม่ได้ดูเพียงว่ากันน้ำได้หรือไม่ แต่ต้องดูด้วยว่าระหว่างติดตั้งต้องใช้ไฟ กาวเหลว หรือกระบวนการที่ส่งกลิ่นและสร้างความยุ่งยากบนหน้างานมากน้อยแค่ไหน

หนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจคือ Sarnafil G 410-15 SA Feltback หรือชื่อเต็ม Sarnafil® G 410-15 SA Feltback ซึ่งเป็นแผ่นเมมเบรน PVC สำหรับกันซึมหลังคาแบบมีกาวในตัว หรือ Self-Adhesive ช่วยลดขั้นตอนการทากาวเหลวเต็มพื้นที่ เพราะด้านหลังของแผ่นมี polypropylene fleece พร้อมชั้น self-adhesive film และแผ่น liner สำหรับลอกออกขณะติดตั้ง

ข้อมูลผลิตภัณฑ์จาก Sika Thailand ระบุว่า Sarnafil G 410-15 SA Feltback เป็นเมมเบรน PVC แบบหลายชั้น หนา 1.5 มม. มี glass non-woven inlay และ polypropylene fleece backing ตามมาตรฐาน EN 13956 ตัวแผ่นออกแบบมาสำหรับ direct exposure มีคุณสมบัติทน UV เชื่อมรอยต่อด้วยลมร้อน และไม่ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีเปลวไฟ นอกจากนี้ชั้นกาวในตัวยังช่วยให้เกิดแรงต้าน wind uplift ได้ทันทีหลังการติดตั้งตามระบบที่กำหนด

Sarnafil G 410-15 SA Feltback คืออะไร?

Sarnafil G 410-15 SA Feltback เป็นแผ่นเมมเบรนกันซึมหลังคาชนิด PVC หรือ Polyvinyl Chloride แบบ self-adhesive สำหรับระบบหลังคาแบบยึดติด โดยโครงสร้างแผ่นประกอบด้วยหลายชั้นเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานกลางแจ้ง

องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

  • แผ่นเมมเบรน PVC
  • Glass non-woven inlay ช่วยด้านความคงรูป
  • Polypropylene fleece backing
  • Self-adhesive film
  • PP liner สำหรับลอกออกตอนติดตั้ง

Sika ระบุว่าเมมเบรนรุ่นนี้มีความหนา 1.5 มม. ขนาดม้วนมาตรฐานยาว 15 เมตร กว้าง 2 เมตร และมีน้ำหนักประมาณ 76 กิโลกรัมต่อม้วน โดยออกแบบสำหรับหลังคาแบนเปิดผิวบนพื้นผิวที่เรียบและเหมาะสมกับระบบยึดติด

ทำไมคำว่า “มีกาวในตัว” ถึงน่าสนใจสำหรับงานหลังคา?

ระบบหลังคาแบบ adhered ทั่วไปอาจต้องใช้กาวเหลวเพื่อยึดแผ่นเมมเบรนเข้ากับพื้นหรือชั้นรองรับ ซึ่งหน้างานต้องควบคุมปริมาณกาว ระยะเวลารอ และการกระจายกาวให้ทั่วถึง

แต่ Sarnafil G 410-15 SA Feltback มี pressure-sensitive self-adhesive backing มาจากโรงงาน ทำให้ไม่ต้องนำกาวเหลวมาเทหรือทาเต็มพื้นที่ในแบบเดียวกับระบบ adhered แบบดั้งเดิม

Sika Thailand ระบุในข้อมูลผลิตภัณฑ์ล่าสุดว่าแผ่น Self-Adhesive ช่วยให้ติดตั้งได้รวดเร็ว เพียงลอกแผ่นปิดชั้นกาวออกแล้วติดตั้งบนพื้นผิวที่กำหนด ช่วยลดขั้นตอนการใช้กาวเหลวและความเลอะเทอะจากกาวบนหน้างาน

อย่างไรก็ตาม “มีกาวในตัว” ไม่ได้หมายความว่าสามารถนำไปติดบนพื้นผิวอะไรก็ได้ทันที พื้นต้องเรียบ สะอาด แห้ง แข็งแรง และเข้ากันได้กับระบบตามเอกสารผลิตภัณฑ์

ทำไม Sarnafil G 410-15 SA ถึงเหมาะกับงานที่ไม่อยากใช้เปลวไฟ?

ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีเปลวไฟ

ข้อดีที่ชัดเจนของระบบนี้คือ No open flame equipment required ตามข้อมูล Sika หมายความว่าการติดตั้งไม่ต้องใช้เปลวไฟเปิดเพื่อทำให้แผ่นติดกับพื้นหลังคา

จึงเหมาะกับโครงการที่ต้องการลดงานประเภท hot work เช่น

  • โรงงานที่ยังเปิดสายการผลิต
  • อาคารคลังสินค้า
  • อาคารพาณิชย์ที่ยังใช้งานอยู่
  • พื้นที่ใกล้วัสดุที่ไวต่อความร้อน
  • โครงการที่ต้องควบคุมความเสี่ยงจากเปลวไฟ
  • พื้นที่ที่ไม่ต้องการกระบวนการติดตั้งแบบใช้ไฟเปิด

แต่รอยต่อของแผ่นยังคงใช้ hot-air welding หรือการเชื่อมด้วยเครื่องเป่าลมร้อน ซึ่งแตกต่างจากการใช้เปลวไฟเปิดโดยตรง

ลดขั้นตอนการใช้กาวเหลว

ตัวแผ่นมี self-adhesive backing จากโรงงาน จึงช่วยลดขั้นตอนและความยุ่งยากของการใช้กาวเหลวเต็มพื้นที่ Sika อธิบายว่าระบบ Self-Adhered ช่วยให้การติดตั้งสะอาดขึ้นและลดความยุ่งยากจาก liquid adhesives

ติดตั้งได้รวดเร็วขึ้น

Sika ระบุ Fast installation เป็นหนึ่งในจุดเด่นของ Sarnafil G 410-15 SA Feltback เนื่องจากไม่ต้องเตรียมและกระจายกาวเหลวบนพื้นที่ทั้งหมดแบบระบบดั้งเดิม

จุดนี้มีประโยชน์โดยเฉพาะกับโครงการรีโนเวทหลังคาที่ต้องการลดเวลาปิดพื้นที่หรือจำกัดระยะเวลาทำงานบนหลังคา

จุดเด่นของ Sarnafil G 410-15 SA Feltback

  1. มีกาวในตัวจากโรงงาน

Self-adhesive film อยู่ด้านหลังแผ่นพร้อม fleece backing ช่วยให้เมมเบรนสามารถยึดติดกับพื้นผิวที่เหมาะสมได้หลังจากลอก liner ออกและติดตั้งตามขั้นตอน

ระบบกาวในตัวยังให้ instant wind uplift resistance through the self-adhesive backing ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นประโยชน์กับการติดตั้งหลังคาแบบ adhered เมื่อออกแบบระบบอย่างถูกต้อง

  1. เชื่อมรอยต่อด้วยลมร้อน

แม้ด้านล่างจะมีกาวในตัว แต่บริเวณแนวต่อระหว่างแผ่นจะถูกเชื่อมด้วย hot-air welding เพื่อสร้างแนวกันซึมต่อเนื่อง

การเชื่อมรอยต่อเป็นขั้นตอนสำคัญมาก เพราะหากเชื่อมไม่เต็มหรือมีช่องเปิด น้ำสามารถเข้าใต้ระบบได้ จึงต้องติดตั้งและตรวจรอยเชื่อมโดยทีมที่มีประสบการณ์

  1. ทน UV สำหรับหลังคาเปิดผิว

Sika ระบุว่า Sarnafil G 410-15 SA Feltback ถูกออกแบบสำหรับ direct exposure และผ่านการทดสอบ resistance to UV exposure มากกว่า 5,000 ชั่วโมงตาม EN 1297 จึงเหมาะกับหลังคาที่ตัวเมมเบรนต้องรับแดดโดยตรง

  1. มีความคงรูปสูง

แผ่นมี glass fleece inlay ช่วยเพิ่ม dimensional stability ทำให้แผ่นมีความคงรูปเมื่อต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมบนหลังคา

  1. ทนแรงกระแทกและลูกเห็บ

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุว่า Sarnafil G 410-15 SA Feltback มี resistance against impact load and hail ซึ่งช่วยเพิ่มความทนทานต่อสภาพอากาศและแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นบนหลังคา

  1. ไอน้ำสามารถผ่านได้

เมมเบรนมี water vapour permeability โดยค่าที่ระบุใน PDS คือ µ = 18,000 ตาม EN 1931 ช่วยให้ระบบหลังคามีคุณสมบัติด้านการผ่านไอน้ำตามที่ออกแบบไว้

จุดเด่นของ Sarnafil G 410-15 SA Feltback
จุดเด่นของ Sarnafil G 410-15 SA Feltback

หลังคาแบบไหนเหมาะกับ Sarnafil G 410-15 SA?

หลังคาแบนแบบเปิดผิว

Sika ระบุการใช้งานหลักของ Sarnafil G 410-15 SA Feltback เป็น roof waterproofing membrane for exposed flat roofs on smooth substrates จึงเหมาะกับหลังคาแบนที่ต้องการใช้ตัวเมมเบรนเป็นชั้นกันซึมเปิดรับสภาพอากาศโดยตรง

หลังคาอาคารที่ไม่ต้องการใช้เปลวไฟ

โครงการที่มีข้อจำกัดด้าน hot work สามารถพิจารณาระบบนี้ได้ เพราะตัวเมมเบรนไม่ต้องติดตั้งด้วยอุปกรณ์เปลวไฟ และรอยต่อใช้การเชื่อมด้วยลมร้อน

งานรีโนเวทหลังคา

หลังคาเก่าที่ต้องการทำระบบกันซึมใหม่อาจพิจารณา Self-Adhesive membrane ได้ หากชั้นพื้นหรือระบบเดิมแข็งแรง สะอาด แห้ง เรียบ และผ่านการตรวจสอบความเข้ากันได้กับระบบใหม่ก่อนติดตั้ง

ไม่ควรนำแผ่นไปแปะทับหลังคาเก่าที่พอง ล่อน ชื้น หรือมีวัสดุเดิมไม่เข้ากันโดยไม่ได้เตรียมพื้นก่อน

อาคารที่ต้องการลดขั้นตอนกาวเหลว

เหมาะกับโครงการที่ต้องการลดการผสม การขนส่ง หรือการทากาวเหลวบนหลังคา เพราะชั้น adhesive ถูกติดมากับแผ่นตั้งแต่โรงงาน

ก่อนติดตั้งต้องเตรียมพื้นแบบไหน?

แม้ Sarnafil G 410-15 SA จะมีกาวในตัว แต่การเตรียมพื้นยังเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะประสิทธิภาพของกาวขึ้นกับพื้นผิวที่แผ่นยึดติดอยู่

พื้นควรมีคุณสมบัติ ได้แก่

  • แข็งแรง
  • เรียบและสม่ำเสมอ
  • แห้ง
  • สะอาด
  • ไม่มีฝุ่น
  • ไม่มีคราบน้ำมันหรือไขมัน
  • ไม่มีสารบิทูเมนที่ไม่เข้ากัน
  • ไม่มีของมีคมหรือส่วนที่นูนขึ้นมา
  • ไม่มีวัสดุหลุดล่อน

เอกสาร Sika ระบุชัดว่าพื้นผิวต้อง sound, smooth, uniform, solvent resistant, clean, dry และปราศจาก grease, bitumen, oil, dust และ sharp protrusions ก่อนติดตั้ง

ขั้นตอนติดตั้ง Sarnafil G 410-15 SA โดยสรุป

  1. สำรวจพื้นที่หลังคาและระบบเดิม
  2. ตรวจพื้นผิว ความแข็งแรง และความชื้น
  3. ซ่อมพื้นส่วนที่แตกร้าว พอง หรือล่อน
  4. ทำความสะอาดฝุ่น น้ำมัน และสิ่งปนเปื้อน
  5. วางแผนแนวการคลี่แผ่น
  6. คลี่ Sarnafil G 410-15 SA ตามแนวที่กำหนด
  7. ลอก PP liner ออกจากด้านหลัง
  8. ยึดแผ่นลงบนพื้นด้วย self-adhesive backing
  9. กดหรือรีดแผ่นให้ยึดกับพื้นสม่ำเสมอ
  10. จัดแนว overlap ตามรายละเอียดของระบบ
  11. เชื่อมแนวรอยต่อด้วยเครื่องเป่าลมร้อน
  12. ตรวจแนวเชื่อมทุกตำแหน่ง
  13. เก็บ flashing รอบ parapet, drain และ roof penetration
  14. ตรวจระบบทั้งหมดก่อนส่งมอบงาน

ข้อมูล PDS ระบุว่าการติดตั้งเมมเบรนต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ ซึ่งสำคัญมากสำหรับระบบ Self-Adhesive เพราะทั้งการเตรียมพื้น การรีดแผ่น และการเชื่อมรอยต่อต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้ระบบกันซึมสมบูรณ์

จุดไหนบนหลังคาที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ?

รอบ Drain

Drain เป็นจุดที่น้ำไหลมารวม หากการปิดรายละเอียดรอบ drain ไม่สมบูรณ์ น้ำสามารถเข้าใต้เมมเบรนได้ แม้ว่าพื้นที่กลางหลังคาจะติดตั้งดีแล้วก็ตาม

Parapet และมุมพื้นชนผนัง

บริเวณเปลี่ยนจากแนวนอนไปแนวตั้งต้องทำ flashing และ termination ให้ถูกระบบ ไม่ควรเพียงพับแผ่นขึ้นผนังโดยไม่มีรายละเอียดปิดจบ

Roof Penetration

ท่อ ฐานเครื่องจักร ช่องระบายอากาศ หรืออุปกรณ์ที่ทะลุหลังคาเป็นจุดเสี่ยงต่อการรั่ว ต้องเก็บรายละเอียดให้ต่อเนื่องกับเมมเบรนหลัก

แนวต่อระหว่างแผ่น

Self-Adhesive ใช้สำหรับการยึดตัวแผ่นกับพื้น แต่แนวต่อยังต้องเชื่อมด้วย hot-air welding จึงต้องตรวจอุณหภูมิ ความเร็วในการเชื่อม และคุณภาพรอยเชื่อมทุกจุด

มีกาวในตัวแล้ว ทำไมยังต้องเชื่อมลมร้อน?

เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิด ชั้นกาวในตัวมีหน้าที่หลักในการยึด ด้านหลังของเมมเบรนกับพื้นหลังคา ส่วนแนวซ้อนทับระหว่างแผ่นต้องทำให้กันน้ำต่อเนื่องด้วย hot-air welding

ดังนั้นระบบนี้จึงใช้เทคโนโลยีสองส่วนร่วมกัน คือ

  • Self-Adhesive: ยึดแผ่นเข้ากับพื้น
  • Hot-Air Welding: เชื่อมรอยต่อระหว่างแผ่น

ข้อดีคือไม่ต้องใช้เปลวไฟเปิด แต่ยังได้แนวต่อที่เชื่อมเป็นระบบด้วยเครื่องเป่าลมร้อน

Sarnafil G 410-15 SA ต่างจากเมมเบรนแบบใช้กาวเหลวอย่างไร?

หัวข้อSarnafil G 410-15 SAระบบ Adhered แบบกาวเหลว
การยึดแผ่นกาวในตัวจากโรงงานทากาวที่หน้างาน
กาวเหลวเต็มพื้นที่ไม่ต้องใช้ในลักษณะเดียวกันต้องใช้
เปลวไฟเปิดไม่ต้องใช้ขึ้นกับระบบ
รอยต่อเชื่อมลมร้อนเชื่อมตามระบบเมมเบรน
ความสะอาดหน้างานลดความเลอะจากกาวเหลวต้องควบคุมการใช้กาว
ความเร็วติดตั้งจุดเด่นคือ Fast installationขึ้นกับกาวและสภาพหน้างาน
พื้นรองรับต้องเรียบ สะอาด และแห้งต้องเตรียมพื้นตามชนิดกาว
จุดควบคุมสำคัญAdhesion + แนวเชื่อมปริมาณกาว + Adhesion + แนวเชื่อม

Sarnafil G 410-15 SA กับ Sarnafil G 410-15 L ต่างกันอย่างไร?

สองรุ่นนี้มีชื่อใกล้กันแต่ลักษณะการใช้งานต่างกัน

Sarnafil G 410-15 SA Feltback มี polypropylene fleece backing พร้อม self-adhesive film ใช้เป็น membrane สำหรับ adhered roof waterproofing และมีจุดเด่นเรื่องติดตั้งรวดเร็วด้วยกาวในตัว

ส่วน Sarnafil G 410-15 L เป็น PVC detailing membrane ที่มี glass non-woven inlay แต่ไม่มี self-adhesive backing แบบรุ่น SA โดย Sika Thailand ระบุว่าใช้กับรายละเอียดหลังคาและระบบหลังคาหลายประเภท รวมถึงสามารถเชื่อมด้วยลมร้อนและไม่ต้องใช้อุปกรณ์เปลวไฟเช่นกัน

ดังนั้นถ้าโจทย์หลักคือ “ต้องการเมมเบรน PVC ที่มีกาวในตัว” ควรดูที่ Sarnafil G 410-15 SA Feltback โดยตรง

ข้อผิดพลาดที่ทำให้ระบบ Self-Adhesive มีปัญหา

  • ปูแผ่นบนพื้นชื้น
  • พื้นมีฝุ่นหรือคราบน้ำมัน
  • ทับวัสดุเดิมที่พองหรือล่อน
  • ไม่ตรวจความเข้ากันได้ของวัสดุเดิม
  • พื้นมีเศษแหลมทำลายแผ่น
  • รีดแผ่นไม่เต็มพื้นที่
  • เกิดฟองหรือช่องว่างใต้แผ่น
  • แนว overlap ไม่ถูกต้อง
  • เชื่อมรอยต่อไม่เต็ม
  • ไม่ตรวจรอยเชื่อมหลังติดตั้ง
  • ไม่เก็บรายละเอียดรอบ drain และ parapet
  • ใช้ผู้ติดตั้งที่ไม่มีประสบการณ์กับระบบ Sarnafil

ดูแลหลังคาหลังติดตั้งอย่างไร?

แม้ระบบจะทน UV และออกแบบสำหรับการเปิดผิว แต่ควรตรวจหลังคาตามรอบเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหายภายหลัง

ควรตรวจเรื่องต่าง ๆ เช่น

  • แนวเชื่อมรอยต่อ
  • Drain และทางน้ำ
  • Parapet
  • Flashing
  • Roof penetration
  • จุดที่มีคนเดินบ่อย
  • รอยขีดข่วนหรือรอยเจาะ
  • เศษวัสดุที่ตกบนหลังคา

หากมีการติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ เช่น Solar Panel, ท่อ, เครื่องจักร หรือฐานอุปกรณ์ ไม่ควรให้ผู้รับเหมางานอื่นเจาะแผ่นแล้วปิดด้วย sealant อย่างเดียว แต่ควรให้ทีมที่เข้าใจระบบ Sarnafil ทำรายละเอียดกันซึมใหม่ให้ถูกต้อง

สรุป: อยากกันซึมหลังคาแบบไม่ใช้เปลวไฟ Sarnafil G 410-15 SA แบบมีกาวในตัวเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ

Sarnafil G 410-15 SA Feltback เป็นแผ่นเมมเบรนกันซึม PVC หนา 1.5 มม. แบบ multilayer มี glass non-woven inlay และ polypropylene fleece backing พร้อม self-adhesive film จากโรงงาน ออกแบบสำหรับระบบหลังคา adhered และหลังคาแบนเปิดผิวบนพื้นผิวเรียบ

จุดเด่นคือ มีกาวในตัว ติดตั้งรวดเร็ว ทน UV มีความคงรูปสูง เชื่อมรอยต่อด้วยลมร้อน และไม่ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีเปลวไฟ จึงตอบโจทย์โครงการที่ต้องการลดขั้นตอนการใช้กาวเหลวหรือมีข้อจำกัดเรื่องงานที่ใช้เปลวไฟบนหลังคา

อย่างไรก็ตาม คำว่า Self-Adhesive ไม่ได้หมายความว่า “ลอกแล้วแปะได้ทุกพื้นผิว” หน้างานต้องได้รับการตรวจสอบและเตรียมพื้นให้เรียบ สะอาด แห้ง ไม่มีน้ำมัน บิทูเมน ฝุ่น หรือวัสดุที่ไม่เข้ากัน รวมถึงต้องเชื่อมแนวรอยต่อและเก็บรายละเอียดรอบ drain, parapet และ roof penetration ให้ครบถ้วน

ถ้าหน้างานเตรียมพื้นดีและติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ Sarnafil G 410-15 SA Feltback จึงเป็นระบบกันซึมหลังคาที่ช่วยลดขั้นตอนการติดตั้ง ลดการใช้กาวเหลว และตอบโจทย์งานที่ต้องการหลีกเลี่ยงเปลวไฟเปิดได้อย่างเหมาะสม

หากคุณกำลังมองหา เคมีภัณฑ์งานก่อสร้างและโซลูชันงานกันซึม/ซ่อมแซมโครงสร้างคุณภาพ ติดต่อสอบถาม ขอคำปรึกษา และสั่งซื้อได้ที่ Line @passawarn หรือโทร 02-552-6468 / อีเมล sales@passawarn.com เลือกชมสินค้าและบริการได้ที่ เว็บไซต์ psw-chemical.com เปลี่ยนงานก่อสร้างของคุณให้ “แข็งแรง ปลอดภัย และได้มาตรฐาน” ด้วยบริการจาก บริษัท ภัศวาลย์ จำกัด (PSW Chemical) วันนี้!

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ กันซึม ที่นี่!