Your Cart (0 items)
บริการ
เบอร์โทรศัพท์ (+66)2552 6468 วันที่ทำการ (จันทร์-ศุกร์) 08:30 –17:30 

ความแตกต่างระหว่าง PU Foam และ PU Coating เลือกใช้อย่างไรให้ถูกงาน

ม.ค. 16, 2026 by admin Blog 0 comment

ความแตกต่างระหว่าง PU Foam และ PU Coating เลือกใช้อย่างไรให้แก้ปัญหารั่วซึมได้ถูกงาน

ในวงการก่อสร้างและซ่อมแซมบ้าน คำว่า “PU” (Polyurethane) คือคำที่ช่างและเจ้าของบ้านได้ยินกันบ่อยที่สุดครับ เพราะมันคือวัสดุสารพัดประโยชน์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานและประสิทธิภาพสูง แต่ความสับสนมักเกิดขึ้นเมื่อเราเดินไปเลือกซื้อของ แล้วเจอทั้งแบบ “กระป๋องสเปรย์ฉีดฟู” และแบบ “ถังน้ำยาทา”

คำถามยอดฮิตคือ “จะแก้หลังคารั่ว ต้องใช้อันไหน?” หรือ “จะอุดรอยแตกผนัง ใช้อันนี้ได้ไหม?” การเลือกผิดนอกจากจะเสียเงินฟรีแล้ว ยังอาจทำให้ปัญหาการ รั่วซึม ไม่หายขาด แถมอาจลุกลามหนักกว่าเดิม

บทความนี้จะพาคุณไปผ่าตัดแยกประเภทระหว่าง PU Foam และ PU Coating ว่ามันต่างกันอย่างไร มีหน้าที่อะไร และในสถานการณ์ไหนที่คุณควรหยิบตัวไหนมาใช้ เพื่อให้บ้านของคุณปลอดภัยจากน้ำและความชื้นอย่างแท้จริงครับ

ทำความรู้จัก “PU” ทั้ง 2 ร่าง: เคมีตัวเดียวกัน แต่คนละหน้าที่

แม้ทั้งคู่จะมีชื่อขึ้นต้นว่า Polyurethane เหมือนกัน แต่กระบวนการเซตตัวและลักษณะทางกายภาพนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง เปรียบเสมือนน้ำแข็งกับไอน้ำ ที่เป็น H2O เหมือนกันแต่อยู่คนละสถานะ

  1. PU Foam (พียูโฟม) = “นักอุดและขยายตัว”

หรือที่เรียกกันว่า โฟมกระป๋อง โฟมสเปรย์ ลักษณะเป็นของเหลวอัดแรงดันในกระป๋อง เมื่อฉีดออกมาจะทำปฏิกิริยากับความชื้นในอากาศ แล้ว “ขยายตัว” ฟูขึ้นหลายเท่าตัวจนเต็มพื้นที่ ก่อนจะแข็งตัวเป็นก้อนโฟม

  • หน้าที่หลัก: อุดช่องว่าง (Gap Filling), ยึดติด, และเป็นฉนวนกันความร้อน/เสียง
  • การจัดการรั่วซึม: เน้นอุดรูโหว่ขนาดใหญ่ โพรง หรือช่องว่าง
  1. PU Coating (พียู โค้ทติ้ง) = “เกราะเคลือบผิว”

มาในรูปแบบของเหลวข้นหนืด (Liquid Applied) คล้ายสีทาบ้าน เมื่อทาลงบนพื้นผิวและแห้งตัว จะกลายเป็นแผ่นฟิล์มยางที่มีความเหนียวและ “ยืดหยุ่นสูง”

  • หน้าที่หลัก: เคลือบผิวเพื่อป้องกันน้ำ (Waterproofing), ทนแดด, และปกป้องโครงสร้าง
  • การจัดการรั่วซึม: เน้นเคลือบพื้นผิวเพื่อป้องกันน้ำซึมผ่านรอยแตกร้าวขนาดเล็ก (Hairline cracks)
เจาะลึกการใช้งาน: เลือกใช้อันไหนเพื่อหยุดการ "รั่วซึม"?

เจาะลึกการใช้งาน: เลือกใช้อันไหนเพื่อหยุดการ “รั่วซึม”?

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เรามาดูสถานการณ์จริงกันครับ ว่าปัญหาแบบไหน ต้องใช้อะไรจัดการ

กรณีที่ 1: การใช้ PU Foam แก้ปัญหารั่วซึม

PU Foam ไม่ใช่วัสดุกันซึมโดยตรง (Waterproof) ในความหมายของการเคลือบผิว แต่มันคือวัสดุ “อุดช่องทางเดินน้ำ” ครับ

ควรใช้ PU Foam เมื่อ:

  • มีโพรงหรือช่องว่างขนาดใหญ่: เช่น รูเจาะท่อแอร์ รูท่อระบายน้ำ หรือช่องว่างระหว่างวงกบหน้าต่างกับผนังปูน ที่น้ำฝนสามารถสาดและ รั่วซึม เข้ามาได้
  • รอยแตกแยกของผนัง: รอยร้าวขนาดใหญ่ที่แยกออกจากกันจนมองเห็นทะลุ
  • ใต้หลังคา (Spray Foam Insulation): การพ่น PU Foam ใต้หลังคานอกจากกันร้อนแล้ว ยังช่วยอุดรอยรั่วตามหัวน็อตและรอยต่อแผ่นหลังคาได้ดีเยี่ยม (แต่ต้องเป็นเกรดพ่นหลังคาโดยเฉพาะ)

ข้อควรระวัง: PU Foam ส่วนใหญ่ไม่ทนรังสี UV หากใช้ภายนอกและโดนแดดส่องโดยตรง นานไปมันจะกรอบร่วนเป็นผงและทำให้น้ำกลับมา รั่วซึม ได้ ดังนั้นหลังฉีดและตัดแต่งแล้ว “ต้องทาสีทับ” เสมอ

กรณีที่ 2: การใช้ PU Coating แก้ปัญหารั่วซึม

นี่คือพระเอกตัวจริงของงาน Waterproofing ครับ ถ้าพูดถึงดาดฟ้ารั่วหรือระเบียงซึม ต้องมองหาตัวนี้

ควรใช้ PU Coating เมื่อ:

  • ดาดฟ้า/หลังคาคอนกรีต: มีรอยแตกลายงา (Hairline Crack) ทั่วไปที่ทำให้น้ำซึมลงฝ้า
  • รางน้ำฝนคอนกรีต: ต้องการฟิล์มเคลือบเพื่อกันน้ำขังและซึม
  • ผนังภายนอก: ต้องการกันซึมพร้อมความสวยงาม
  • จุดเด่น: PU Coating มีความยืดหยุ่นสูง (Elasticity) เมื่ออาคารมีการขยับตัวหรือปูนขยายตัวจากความร้อน ฟิล์ม PU จะยืดตามไม่ฉีกขาด ทำให้น้ำไม่สามารถ รั่วซึม ผ่านลงไปได้
ตารางเปรียบเทียบ: PU Foam vs PU Coating

ตารางเปรียบเทียบ: PU Foam vs PU Coating ชัดๆ ใน 1 นาที

คุณสมบัติPU Foam (โฟมสเปรย์)PU Coating (กันซึมแบบทา)
ลักษณะโฟมขยายตัว แข็งเมื่อแห้งของเหลว แห้งเป็นฟิล์มยาง
หน้าที่หลักอุดรู, เติมเต็มช่องว่าง, กันร้อนเคลือบผิว, กันน้ำ 100%
แก้ปัญหารั่วซึมอุด “รูโหว่/โพรง” ให้น้ำเข้าไม่ได้ปิด “ผิวหน้า/รอยร้าว” กันน้ำซึม
ความยืดหยุ่นต่ำ (แข็งคงรูป)สูงมาก (ยืดหยุ่นตามรอยร้าว)
การทนแดด (UV)ไม่ทน (ต้องทาสีทับ)ทนดีเยี่ยม (รุ่น Aliphatic)
พื้นที่ใช้งานช่องท่อ, รอยแยกวงกบ, ใต้หลังคาดาดฟ้า, ระเบียง, ผนัง
3 ความเข้าใจผิดที่ทำให้แก้ปัญหา "รั่วซึม" ผิด

3 ความเข้าใจผิดที่ทำให้แก้ปัญหา “รั่วซึม” ผิด

จากการทำงานจริง เรามักเจอเคสที่ลูกค้าเลือกใช้ผิดประเภท ทำให้เสียเงินซ้ำซ้อน ลองเช็คดูครับว่าคุณกำลังเข้าใจผิดข้อไหนอยู่หรือเปล่า

  1. “เอา PU Foam ไปอุดรอยร้าวลายงาบนพื้นดาดฟ้า”

ผลลัพธ์: พังครับ! PU Foam ไม่สามารถซึมลงไปในรอยร้าวเล็กๆ ได้ และเมื่อแห้งมันจะนูนขึ้นมา ไม่สามารถกันน้ำขังได้ น้ำจะซึมเข้าทางขอบโฟมและลงไปที่รอยร้าวเดิม

วิธีแก้: ต้องใช้ PU Coating หรือ PU Sealant เท่านั้น

  1. “เอา PU Coating ไปทาอุดรูโพรงใหญ่ๆ”

ผลลัพธ์: ไม่จบ! PU Coating เป็นของเหลว ถ้าเทลงรูมันก็จะไหลหายไปเรื่อยๆ เปลืองของเปล่าๆ และไม่สามารถสร้างเนื้อวัสดุขึ้นมาปิดรูได้

วิธีแก้: ใช้ PU Foam ฉีดอุดรูให้เต็มก่อน ตัดแต่งให้เรียบ แล้วค่อยทา PU Coating ทับเพื่อกันน้ำอีกชั้น (Double Protection)

  1. “ฉีด PU Foam อุดรอยรั่วหลังคาแล้วปล่อยทิ้งไว้”

ผลลัพธ์: ปีแรกอาจจะดี แต่พอผ่านไป 1-2 ปี โฟมจะกรอบเป็นผงสีเหลืองๆ และหลุดร่อน น้ำก็จะกลับมา รั่วซึม เหมือนเดิม

วิธีแก้: อย่าลืมทาสีอะคริลิกหรือ PU Coating ทับหน้าโฟมเสมอเพื่อกันแสง UV

สรุป: เลือกให้ถูก งานจบ งบไม่บานปลาย

การจะหยุดปัญหาน้ำ รั่วซึม ให้หายขาด ไม่ได้อยู่ที่การซื้อของที่แพงที่สุด แต่อยู่ที่การเลือกวัสดุให้ถูกกับลักษณะของแผล

  • ถ้าเจอ “รู โพรง ช่องว่าง” > หยิบ PU Foam มาอุด
  • ถ้าเจอ “พื้นผิว รอยร้าว น้ำซึม” > หยิบ PU Coating มาทา

และเทคนิคที่ดีที่สุดสำหรับจุดที่ซับซ้อน คือการใช้ทั้งสองอย่างร่วมกันครับ เช่น อุดรูท่อด้วยโฟมก่อน แล้วทาโค้ทติ้งทับเพื่อความชัวร์ หากคุณเข้าใจหลักการนี้ รับรองว่าหน้าฝนนี้บ้านของคุณจะแห้งสนิท ปลอดภัย ไร้กังวลแน่นอนครับ

หากคุณกำลังมองหา เคมีภัณฑ์งานก่อสร้างและโซลูชันงานกันซึม/ซ่อมแซมโครงสร้างคุณภาพ ติดต่อสอบถาม ขอคำปรึกษา และสั่งซื้อได้ที่ Line @899exwad หรือโทร 02-552-6468 / อีเมล [email protected] เลือกชมสินค้าและบริการได้ที่ เว็บไซต์ psw-chemical.com เปลี่ยนงานก่อสร้างของคุณให้ “แข็งแรง ปลอดภัย และได้มาตรฐาน” ด้วยบริการจาก บริษัท ภัศวาลย์ จำกัด (PSW Chemical) วันนี้!

Add a Review

Your email address will not be published. Required fields are marked*