กันซึม ชั้นใต้ดินและฐานราก ใช้ระบบไหนดี: แผ่นเมมเบรน, ซีเมนต์กันซึม หรือ Crystalline

พ.ค. 04, 2026 by admin Blog 0 comment

กันซึม ชั้นใต้ดินและฐานราก ใช้ระบบไหนดี: แผ่นเมมเบรน, ซีเมนต์กันซึม หรือ Crystalline

งานชั้นใต้ดินและฐานรากเป็นจุดที่ต้องเจอกับความชื้นจากดินตลอดเวลา บางพื้นที่มีแรงดันน้ำใต้ดินสูง บางอาคารอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมง่าย หรือมีดินอุ้มน้ำมาก ถ้าระบบ กันซึม ทำไม่ดีตั้งแต่แรก ปัญหาที่ตามมาอาจหนักกว่าที่คิด เช่น น้ำซึมผนังใต้ดิน พื้นชื้น ผนังลอก เชื้อรา เหล็กเสริมเป็นสนิม หรือเกิดน้ำรั่วเข้าพื้นที่ใช้งานด้านใน

หลายคนมักคิดว่าทาซีเมนต์กันซึมอย่างเดียวก็น่าจะพอ แต่จริง ๆ แล้วงานใต้ดินไม่เหมือนดาดฟ้าหรือห้องน้ำ เพราะน้ำมักดันจากด้านนอกเข้ามา และบางครั้งมีแรงดันน้ำสะสมอยู่หลังผนังคอนกรีต หากเลือกระบบผิดหรือทำไม่ครบ รายละเอียดเล็ก ๆ อย่างรอยต่อ ท่อทะลุผนัง หรือมุมพื้นชนผนัง อาจกลายเป็นจุดรั่วได้ง่าย

บทความนี้จะพาไปดูว่า กันซึมฐานราก และชั้นใต้ดินควรใช้ระบบแบบไหน ระหว่าง แผ่นเมมเบรนกันซึม, ซีเมนต์กันซึม และ crystalline waterproofing พร้อมแนวทางเลือกให้เหมาะกับสภาพหน้างานจริง

ทำไมงาน กันซึม ชั้นใต้ดินถึงสำคัญมาก?
ทำไมงาน กันซึม ชั้นใต้ดินถึงสำคัญมาก?

ทำไมงาน กันซึม ชั้นใต้ดินถึงสำคัญมาก?

ชั้นใต้ดินและฐานรากเป็นส่วนที่ซ่อมยากกว่างานส่วนอื่นของอาคาร เพราะเมื่อถมดินหรือสร้างอาคารเสร็จแล้ว การเข้าถึงด้านนอกของผนังใต้ดินแทบทำไม่ได้เลย หากเกิดรั่วซึมภายหลัง อาจต้องแก้จากด้านใน หรือใช้วิธี injection ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าและอาจแก้ได้เฉพาะบางจุด

การทำ กันซึม ให้ถูกตั้งแต่ช่วงก่อสร้างจึงช่วยลดปัญหาระยะยาวได้มาก โดยเฉพาะอาคารที่มีชั้นใต้ดิน ห้องเครื่อง ห้องเก็บของ ลานจอดรถใต้ดิน หรือพื้นที่ใช้งานที่ไม่ควรมีความชื้นสะสม

ปัญหาที่มักเกิดเมื่อกันซึมไม่ดี ได้แก่

  • ผนังใต้ดินมีคราบน้ำหรือคราบเกลือขาว
  • สีหรือปูนฉาบด้านในหลุดล่อน
  • พื้นชื้นตลอดเวลา มีกลิ่นอับ
  • เกิดเชื้อราในห้องใต้ดิน
  • น้ำรั่วตามรอยต่อพื้นกับผนัง
  • น้ำซึมรอบท่อที่ทะลุผนังคอนกรีต
  • เหล็กเสริมในคอนกรีตเสี่ยงเป็นสนิม
  • ต้องซ่อมซ้ำหลายรอบแต่ไม่จบ

ดังนั้น งาน กันซึมฐานราก ไม่ควรมองเป็นแค่งานเสริม แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบอาคารตั้งแต่แรก

กันซึม สาเหตุที่ทำให้น้ำซึมผนังใต้ดิน
กันซึม สาเหตุที่ทำให้น้ำซึมผนังใต้ดิน

กันซึม สาเหตุที่ทำให้น้ำซึมผนังใต้ดิน

ปัญหา น้ำซึมผนังใต้ดิน เกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ใช่แค่วัสดุกันซึมเสื่อมเท่านั้น แต่รวมถึงการออกแบบและขั้นตอนก่อสร้างด้วย

  1. แรงดันน้ำใต้ดินสูง

บางพื้นที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง หรือดินรอบอาคารอุ้มน้ำมาก เมื่อฝนตกหนัก น้ำจะสะสมอยู่รอบผนังใต้ดินและเกิดแรงดันดันเข้าหาโครงสร้าง ถ้าระบบกันซึมไม่แข็งแรงพอ น้ำจะหาทางซึมเข้าตามรอยต่อหรือรูพรุนของคอนกรีต

  1. คอนกรีตมีรอยแตกร้าว

คอนกรีตอาจแตกร้าวจากการหดตัว การบ่มไม่ดี การทรุดตัว หรือแรงดันจากดินและน้ำ รอยร้าวเล็ก ๆ ที่มองไม่ชัดอาจกลายเป็นทางน้ำเข้าได้ โดยเฉพาะเมื่อมีแรงดันน้ำจากด้านนอก

  1. รอยต่อคอนกรีตไม่ได้ป้องกันดีพอ

รอยต่อระหว่างพื้นกับผนัง หรือรอยต่อเทคอนกรีตแต่ละช่วง เป็นจุดเสี่ยงมาก หากไม่มี waterstop หรือระบบอุดรอยต่อที่ดี น้ำสามารถซึมผ่านแนวนี้ได้ง่าย

  1. รอบท่อทะลุผนังเก็บงานไม่ดี

ท่อประปา ท่อระบายน้ำ ท่อไฟฟ้า หรือ sleeve ที่ทะลุผนังใต้ดิน ต้องมีการปิดรอบท่ออย่างถูกระบบ หากใช้ปูนอุดธรรมดาอย่างเดียว มักแตกร้าวและเกิดน้ำซึมภายหลัง

  1. ไม่มีระบบระบายน้ำรอบอาคาร

ต่อให้ทำ กันซึม ดีแค่ไหน ถ้าน้ำรอบอาคารระบายออกไม่ได้ น้ำก็จะสะสมและเพิ่มแรงดันต่อผนังใต้ดิน ทำให้ระบบกันซึมทำงานหนักเกินไป

ระบบกันซึมฐานรากมีกี่แบบ?

ระบบ กันซึมฐานราก ที่ใช้กันบ่อยมีหลายแบบ แต่ในบทความนี้จะเน้น 3 ระบบหลักที่พบได้บ่อยในงานชั้นใต้ดิน คือ แผ่นเมมเบรนกันซึม, ซีเมนต์กันซึม และ crystalline waterproofing

แต่ละระบบมีข้อดี ข้อจำกัด และเหมาะกับหน้างานต่างกัน การเลือกให้ถูกต้องควรดูทั้งสภาพดิน ระดับน้ำใต้ดิน พื้นที่ติดตั้ง งบประมาณ และการเข้าถึงหน้างาน

แผ่นเมมเบรนกันซึม เหมาะกับงานชั้นใต้ดินแบบไหน?

แผ่นเมมเบรนกันซึม เป็นระบบที่ใช้แผ่นวัสดุกันน้ำปูหรือยึดติดกับผิวคอนกรีต เพื่อสร้างชั้นป้องกันน้ำจากภายนอกก่อนน้ำจะสัมผัสโครงสร้างโดยตรง

ระบบนี้นิยมใช้กับงานฐานราก ผนังใต้ดิน พื้นใต้ดิน และดาดฟ้าบางประเภท โดยเฉพาะงานที่สามารถเข้าถึงด้านนอกของโครงสร้างได้ก่อนถมดิน

จุดเด่นของแผ่นเมมเบรนกันซึม

  • สร้างชั้นกันน้ำแยกจากตัวคอนกรีตได้ชัดเจน
  • เหมาะกับงานด้านนอกผนังใต้ดิน
  • ใช้ได้กับพื้นที่ขนาดใหญ่
  • ความหนาของวัสดุค่อนข้างสม่ำเสมอ
  • ช่วยป้องกันน้ำก่อนถึงผิวคอนกรีต
  • เหมาะกับงานก่อสร้างใหม่ที่ยังไม่ถมดิน

ถ้าติดตั้งถูกต้อง แผ่นเมมเบรนกันซึม เป็นระบบที่ช่วยป้องกันน้ำได้ดีมาก โดยเฉพาะบริเวณที่มีแรงดันน้ำจากดินด้านนอก

ข้อควรระวังของแผ่นเมมเบรนกันซึม

จุดที่ต้องระวังคือรอยต่อของแผ่น การซ้อนทับ การเชื่อมตะเข็บ มุมอาคาร และรอบท่อทะลุผนัง หากติดตั้งไม่ละเอียด น้ำอาจซึมเข้าตามรอยต่อได้

ข้อควรระวังหลัก ๆ ได้แก่

  • ต้องเตรียมพื้นผิวให้เรียบ ไม่มีเศษแหลมคม
  • รอยต่อแผ่นต้องปิดสนิท
  • ต้องป้องกันแผ่นเสียหายก่อนถมดิน
  • มุมและขอบต้องเก็บงานดีมาก
  • ถ้าแผ่นขาดหลังถมดินแล้วจะซ่อมยาก
  • ควรมี protection board หรือชั้นป้องกันก่อนถมดิน

ระบบนี้เหมาะมากกับงานก่อสร้างใหม่ แต่ถ้าอาคารสร้างเสร็จแล้วและไม่สามารถเปิดผนังด้านนอกได้ การใช้เมมเบรนอาจทำได้ยากหรือมีค่าใช้จ่ายสูง

ซีเมนต์กันซึม ใช้กับชั้นใต้ดินได้ไหม?

ซีเมนต์กันซึมเป็นวัสดุที่ใช้กันแพร่หลาย เพราะใช้งานไม่ซับซ้อน ยึดเกาะกับคอนกรีตได้ดี และเหมาะกับงานปูน งานผนัง หรือพื้นที่ที่ต้องการปิดทับภายหลัง

ในงานใต้ดิน ซีเมนต์กันซึมสามารถใช้ได้ แต่ต้องเลือกชนิดให้ถูก และต้องเข้าใจข้อจำกัดของมัน โดยเฉพาะกรณีที่มีแรงดันน้ำสูงจากด้านนอก

จุดเด่นของซีเมนต์กันซึม

  • ยึดเกาะกับคอนกรีตและปูนได้ดี
  • ใช้งานได้ทั้งพื้นและผนัง
  • เหมาะกับงานซ่อมจากด้านในบางกรณี
  • ปิดทับด้วยปูนฉาบหรือวัสดุตกแต่งได้
  • ราคามักเข้าถึงง่ายกว่าหลายระบบ
  • เหมาะกับพื้นที่ที่ไม่มีการเคลื่อนตัวมาก

ซีเมนต์กันซึมเหมาะกับงานที่ผิวคอนกรีตค่อนข้างแข็งแรง ไม่มีรอยร้าวเคลื่อนตัว และไม่ได้มีน้ำไหลแรงตลอดเวลา

ข้อควรระวังของซีเมนต์กันซึม

ข้อจำกัดสำคัญคือความยืดหยุ่น เพราะซีเมนต์กันซึมบางชนิดมีความยืดหยุ่นต่ำ หากคอนกรีตแตกร้าวหรือมีการขยับตัว ชั้นกันซึมอาจแตกร้าวตามได้

สิ่งที่ควรระวัง ได้แก่

  • ต้องเตรียมพื้นผิวให้สะอาดและชื้นพอดี
  • ต้องทาตามจำนวนชั้นและความหนาที่กำหนด
  • ไม่ควรใช้แทนการซ่อมรอยร้าวเชิงโครงสร้าง
  • ถ้ามีน้ำไหล ต้องหยุดน้ำก่อน
  • ไม่เหมาะกับรอยต่อที่มีการขยับตัวมาก
  • ต้องเก็บมุมพื้นชนผนังและรอบท่อให้ดี

ถ้าเป็นงาน น้ำซึมผนังใต้ดิน จากด้านใน ซีเมนต์กันซึมอาจช่วยได้ในบางกรณี แต่หากมีแรงดันน้ำสูงมาก ควรให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินร่วมกับระบบอื่น เช่น injection, waterstop หรือ crystalline waterproofing

Crystalline Waterproofing คืออะไร?

Crystalline waterproofing คือระบบกันซึมที่ใช้สารเคมีทำปฏิกิริยากับความชื้นและส่วนประกอบในคอนกรีต ทำให้เกิดผลึกคริสตัลภายในรูพรุนและเส้นทางน้ำของคอนกรีต ช่วยลดการซึมผ่านของน้ำ

พูดง่าย ๆ คือระบบนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เคลือบผิวด้านนอกเหมือนวัสดุทาทั่วไป แต่ทำงานลึกเข้าไปในเนื้อคอนกรีต เหมาะกับงานที่ต้องการให้คอนกรีตมีความทึบน้ำมากขึ้น

จุดเด่นของ crystalline waterproofing

  • ทำงานภายในรูพรุนของคอนกรีต
  • เหมาะกับงานคอนกรีตใต้ดิน
  • ใช้ได้ทั้งงานก่อสร้างใหม่และงานซ่อมบางกรณี
  • ไม่หลุดล่อนเหมือนวัสดุเคลือบผิวบางประเภท
  • เหมาะกับพื้นที่ที่มีความชื้น
  • ช่วยลดการซึมผ่านของน้ำในคอนกรีต

crystalline waterproofing มักใช้กับชั้นใต้ดิน ฐานราก บ่อเก็บน้ำ ถังน้ำ บ่อบำบัด และโครงสร้างคอนกรีตที่ต้องเจอน้ำหรือความชื้นต่อเนื่อง

ข้อควรระวังของ crystalline waterproofing

แม้ crystalline waterproofing จะน่าสนใจมาก แต่มันไม่ได้แก้ได้ทุกกรณี โดยเฉพาะรอยร้าวที่มีการขยับตัว รอยต่อเปิดกว้าง หรือจุดที่น้ำไหลแรงมาก

ข้อควรระวัง ได้แก่

  • ต้องใช้กับคอนกรีตที่เหมาะสม
  • ต้องมีความชื้นเพียงพอให้เกิดปฏิกิริยา
  • ไม่ใช่วัสดุอุดรอยร้าวขนาดใหญ่
  • รอยต่อและท่อทะลุผนังยังต้องใช้ระบบเสริม
  • ต้องทำตามขั้นตอนของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด
  • ไม่ควรใช้แทนการออกแบบระบายน้ำรอบอาคาร

ระบบนี้เหมาะกับการเพิ่มความทึบน้ำของคอนกรีต แต่จุดอ่อนของอาคาร เช่น รอยต่อ ท่อ และรอยแตกใหญ่ ยังต้องแก้ด้วยวัสดุหรือรายละเอียดเฉพาะทาง

เปรียบเทียบแผ่นเมมเบรนกันซึม ซีเมนต์กันซึม และ Crystalline

ระบบกันซึมเหมาะกับงานจุดเด่นข้อควรระวัง
แผ่นเมมเบรนกันซึมงานก่อสร้างใหม่ ด้านนอกผนังใต้ดิน ฐานรากป้องกันน้ำก่อนถึงคอนกรีต ความหนาสม่ำเสมอรอยต่อแผ่นต้องดีมาก แผ่นเสียหายหลังถมดินซ่อมยาก
ซีเมนต์กันซึมผนังคอนกรีต พื้นคอนกรีต งานซ่อมจากด้านในบางกรณีใช้งานง่าย ยึดเกาะปูนดี ปิดทับได้ยืดหยุ่นจำกัด ไม่เหมาะกับรอยร้าวขยับตัวมาก
crystalline waterproofingคอนกรีตใต้ดิน ฐานราก บ่อเก็บน้ำทำงานในเนื้อคอนกรีต ลดการซึมผ่านของน้ำไม่ใช่วัสดุอุดรอยร้าวใหญ่ ต้องเสริมจุดรอยต่อ

ถ้าเป็นงานก่อสร้างใหม่ที่ยังเข้าถึงด้านนอกได้ แผ่นเมมเบรนกันซึม มักเป็นตัวเลือกหลักที่ดี ถ้าต้องการเพิ่มความทึบน้ำให้คอนกรีต crystalline waterproofing เป็นระบบที่น่าสนใจ ถ้าเป็นงานผิวปูนหรืองานซ่อมบางจุด ซีเมนต์กันซึมอาจตอบโจทย์ แต่ต้องดูแรงดันน้ำและสภาพรอยร้าวร่วมด้วย

เลือกระบบกันซึมฐานรากอย่างไรให้เหมาะกับหน้างาน?

การเลือก กันซึมฐานราก ควรดูจากสภาพจริงของโครงการ ไม่ควรใช้สูตรเดียวกับทุกอาคาร เพราะดิน น้ำใต้ดิน และรูปแบบโครงสร้างต่างกัน

งานก่อสร้างใหม่ที่ยังไม่ถมดิน

กรณีนี้มีโอกาสทำระบบป้องกันจากด้านนอกได้ดีที่สุด ควรพิจารณาใช้ แผ่นเมมเบรนกันซึม ร่วมกับการเก็บรอยต่อ ท่อทะลุผนัง และ protection board ก่อนถมดิน

ในบางโครงการอาจใช้ crystalline waterproofing ร่วมด้วย เพื่อเพิ่มความทึบน้ำให้คอนกรีตอีกชั้นหนึ่ง

งานชั้นใต้ดินที่สร้างเสร็จแล้ว

ถ้าอาคารสร้างเสร็จและเริ่มมี น้ำซึมผนังใต้ดิน การแก้ไขมักต้องทำจากด้านใน เช่น ตรวจรอยร้าว ใช้ PU injection หยุดน้ำ ใช้ซีเมนต์กันซึม หรือใช้ crystalline waterproofing ตามสภาพผิวและแรงดันน้ำ

แต่ต้องเข้าใจว่า การซ่อมจากด้านในเป็นการแก้ปลายทางมากกว่าการกันน้ำจากด้านนอก ดังนั้นควรตรวจให้ชัดว่าน้ำเข้าจากรอยร้าว รอยต่อ หรือรอบท่อ

พื้นที่มีแรงดันน้ำสูง

ถ้าหน้างานมีน้ำใต้ดินสูงหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ควรใช้ระบบผสมผสาน ไม่ควรหวังพึ่งวัสดุตัวเดียว เช่น

  • คอนกรีตคุณภาพดีและบ่มถูกวิธี
  • waterstop ที่รอยต่อ
  • แผ่นเมมเบรนด้านนอก
  • crystalline waterproofing ในจุดที่เหมาะสม
  • ระบบระบายน้ำรอบอาคาร
  • การป้องกันแผ่นกันซึมก่อนถมดิน

งานใต้ดินที่ดีมักไม่ใช่แค่ “ทากันซึม” แต่เป็นการออกแบบระบบป้องกันน้ำทั้งชุด

จุดเสี่ยงที่ต้องเก็บงานกันซึมให้ดีเป็นพิเศษ

ไม่ว่าจะเลือกใช้ระบบไหน จุดเสี่ยงเหล่านี้ต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นจุดที่รั่วบ่อยที่สุด

รอยต่อพื้นกับผนัง

แนวนี้เป็นจุดรับแรงและเป็นรอยต่อของการเทคอนกรีต หากไม่มี waterstop หรือวัสดุอุดรอยต่อที่เหมาะสม น้ำสามารถซึมเข้ามาได้ง่าย

Construction Joint

รอยต่อระหว่างการเทคอนกรีตแต่ละช่วงต้องวางแผนตั้งแต่ก่อนเท เช่น ใช้ waterstop, waterbar หรือระบบอุดรอยต่อที่เหมาะกับแรงดันน้ำ

ท่อทะลุผนังใต้ดิน

รอบท่อต้องมีระบบป้องกันเฉพาะ ไม่ควรใช้ปูนอุดธรรมดา เพราะเมื่อท่อและคอนกรีตขยับตัวต่างกัน อาจเกิดช่องว่างให้น้ำเข้า

มุมอาคารและขอบฐานราก

มุมเป็นจุดที่วัสดุกันซึมเสียหายง่าย โดยเฉพาะแผ่นเมมเบรน หากพับหรือเก็บมุมไม่ดี อาจเกิดรูรั่วภายหลัง

รอยแตกร้าวในคอนกรีต

รอยร้าวต้องประเมินก่อนว่าเป็นรอยร้าวนิ่งหรือยังขยับตัว หากเป็นรอยร้าวมีน้ำซึม อาจต้องใช้ injection ก่อนทำระบบกันซึมทับ

ข้อผิดพลาดที่ทำให้งานกันซึมชั้นใต้ดินรั่วซ้ำ

หลายโครงการมีปัญหารั่วซ้ำ ไม่ใช่เพราะวัสดุไม่ดีเสมอไป แต่เกิดจากการออกแบบหรือทำงานไม่ครบขั้นตอน เช่น

  • ไม่สำรวจระดับน้ำใต้ดินก่อนเลือกวัสดุ
  • ใช้ซีเมนต์กันซึมอย่างเดียวในพื้นที่แรงดันน้ำสูง
  • ติดตั้งแผ่นเมมเบรนแล้วไม่ป้องกันก่อนถมดิน
  • รอยต่อแผ่นเมมเบรนไม่แน่น
  • ไม่ใส่ waterstop ที่รอยต่อคอนกรีต
  • รอบท่อทะลุผนังอุดไม่ถูกระบบ
  • ไม่ซ่อมรอยร้าวก่อนทำกันซึม
  • ไม่มีระบบระบายน้ำรอบอาคาร
  • ใช้ crystalline waterproofing แทนการอุดรอยต่อขนาดใหญ่
  • รีบถมดินก่อนตรวจสอบงานกันซึม

ถ้าต้องการให้ระบบ กันซึม ใช้งานได้จริงในระยะยาว ต้องมองทั้งวัสดุ รายละเอียดรอยต่อ และระบบระบายน้ำไปพร้อมกัน

สรุป: กันซึมชั้นใต้ดินและฐานรากควรเลือกตามแรงดันน้ำและสภาพหน้างาน

งาน กันซึม ชั้นใต้ดินและฐานรากเป็นงานที่ต้องวางแผนให้ดีตั้งแต่ต้น เพราะเป็นพื้นที่ที่ซ่อมยากและมีความเสี่ยงจากน้ำใต้ดินสูง หากเลือกวัสดุผิดหรือเก็บรายละเอียดไม่ดี อาจเกิดปัญหา น้ำซึมผนังใต้ดิน และต้องเสียค่าซ่อมซ้ำในอนาคต

ถ้าเป็นงานก่อสร้างใหม่ที่ยังเข้าถึงด้านนอกผนังได้ แผ่นเมมเบรนกันซึม เป็นระบบที่เหมาะมาก เพราะช่วยกันน้ำก่อนถึงตัวคอนกรีต แต่ต้องติดตั้งรอยต่อและป้องกันแผ่นก่อนถมดินให้ดี

ถ้าเป็นงานที่ต้องการเพิ่มความทึบน้ำให้คอนกรีต crystalline waterproofing เป็นตัวเลือกที่ดี โดยเฉพาะงานคอนกรีตใต้ดิน ฐานราก บ่อเก็บน้ำ หรือพื้นที่ที่มีความชื้นต่อเนื่อง

ส่วนซีเมนต์กันซึมเหมาะกับงานผิวคอนกรีต งานซ่อมบางจุด หรือพื้นที่ที่แรงดันน้ำไม่รุนแรงมาก แต่ต้องเตรียมพื้นผิวให้ดีและไม่ควรใช้แทนการซ่อมรอยร้าวหรือรอยต่อที่มีปัญหา

สุดท้าย ระบบ กันซึมฐานราก ที่ดีมักไม่ใช่การเลือกวัสดุอย่างใดอย่างหนึ่งแบบเดี่ยว ๆ แต่เป็นการออกแบบทั้งระบบ ตั้งแต่คุณภาพคอนกรีต รอยต่อ ท่อทะลุผนัง แผ่นกันซึม ระบบระบายน้ำ และการตรวจสอบก่อนถมดิน หากทำครบตั้งแต่แรก อาคารก็จะปลอดภัยจากความชื้น ใช้งานได้นาน และลดโอกาสซ่อมใหญ่ในอนาคต

หากคุณกำลังมองหา เคมีภัณฑ์งานก่อสร้างและโซลูชันงานกันซึม/ซ่อมแซมโครงสร้างคุณภาพ ติดต่อสอบถาม ขอคำปรึกษา และสั่งซื้อได้ที่ Line @passawarn หรือโทร 02-552-6468 / อีเมล sales@passawarn.com เลือกชมสินค้าและบริการได้ที่ เว็บไซต์ psw-chemical.com เปลี่ยนงานก่อสร้างของคุณให้ “แข็งแรง ปลอดภัย และได้มาตรฐาน” ด้วยบริการจาก บริษัท ภัศวาลย์ จำกัด (PSW Chemical) วันนี้!

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ กันซึม ที่นี่!