กันซึมหลังคาควรใช้แบบไหนดี? Sarnafil TG 66 เมมเบรนทนแดด ทนฝน
หลังคาเป็นพื้นที่ที่ต้องรับสภาพอากาศหนักที่สุดของอาคาร ทั้งแดดจัด ฝนตก ความร้อนสะสม ลมแรง ความชื้น น้ำขังบางช่วง และการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในแต่ละวัน หากเลือกวัสดุกันซึมหลังคาไม่เหมาะสม อาจเกิดปัญหาน้ำรั่วซึม ฝ้าเพดานบวม ผนังเป็นคราบ สีลอก ปูนร่อน หรือเกิดความเสียหายกับโครงสร้างในระยะยาว
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ กันซึมหลังคาควรใช้แบบไหนดี? คำตอบไม่ได้มีแบบเดียวสำหรับทุกหลังคา เพราะต้องดูว่าสภาพหลังคาเป็นแบบไหน เช่น หลังคาแบน ดาดฟ้าคอนกรีต หลังคาโรยกรวด หลังคาเขียว หลังคาที่มีอุปกรณ์งานระบบ หรือหลังคาที่ต้องการระบบกันซึมระยะยาว หากเป็นงานที่ต้องการความทนทานต่อแดด ฝน และสภาพอากาศภายนอก ระบบแผ่นเมมเบรนกันซึมหลังคาอย่าง Sarnafil TG 66 เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ
Sarnafil TG 66 หรือ Sarnafil® TG 66 เป็นแผ่นเมมเบรนกันซึมหลังคาชนิด FPO หรือ Flexible Polyolefin จุดเด่นคือทน UV ทนสภาพอากาศ เชื่อมรอยต่อด้วยลมร้อน และเหมาะกับสภาพอากาศร้อนหรือเขตร้อน จึงเหมาะกับหลังคาที่ต้องเจอแดดและฝนเป็นประจำ โดยเฉพาะระบบหลังคาแบบถ่วงน้ำหนัก เช่น หลังคาโรยกรวด หลังคาปูแผ่นคอนกรีต หลังคาเขียว Utility roof และหลังคากลับด้าน
กันซึม หลังคามีกี่แบบ?
ก่อนเลือกกันซึมหลังคา ควรรู้ก่อนว่าวัสดุกันซึมมีหลายระบบ แต่ละแบบเหมาะกับงานต่างกัน ไม่ควรเลือกจากคำว่า “กันซึม” เพียงอย่างเดียว เพราะบางระบบเหมาะกับห้องน้ำ บางระบบเหมาะกับดาดฟ้า บางระบบเหมาะกับชั้นใต้ดิน และบางระบบออกแบบมาสำหรับงานหลังคาโดยเฉพาะ
ระบบกันซึมหลังคาที่พบได้บ่อย เช่น
- กันซึมชนิดทาเคลือบ
- กันซึมโพลียูรีเทน
- กันซึมอะคริลิก
- แผ่นบิทูเมน
- แผ่นเมมเบรน PVC
- แผ่นเมมเบรน FPO/TPO
- ระบบกันซึมใต้ชั้นกรวดหรือวัสดุถ่วงน้ำหนัก
- ระบบกันซึมสำหรับหลังคาเขียวหรือ Utility roof
หากเป็นงานหลังคาที่ต้องการระบบระยะยาว ทนแดด ทนฝน และรองรับงานหลังคาขนาดใหญ่ ระบบแผ่นเมมเบรน FPO อย่าง Sarnafil TG 66 จะตอบโจทย์มากกว่าวัสดุผิวบางทั่วไป เพราะถูกออกแบบมาเป็นระบบแผ่นกันซึมหลังคาโดยตรง
ทำไมหลังคาต้องเลือก กันซึม ที่ทนแดดทนฝน?
หลังคาไม่ได้เจอแค่น้ำฝน แต่ต้องเจอรังสี UV ความร้อน ความชื้น และอุณหภูมิที่เปลี่ยนเร็วมากในแต่ละวัน วัสดุกันซึมที่ไม่เหมาะกับงานภายนอกอาจเสื่อมเร็ว แตกร้าว พอง ลอก หรือสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้น้ำซึมผ่านได้ในภายหลัง
ปัญหาที่มักเกิดเมื่อเลือกกันซึมหลังคาผิดประเภท
- ฟิล์มกันซึมแตกร้าวจากแดด
- วัสดุพองหรือลอกจากพื้นผิว
- น้ำซึมตามรอยต่อ
- น้ำขังทำให้ระบบเสื่อมเร็ว
- ขอบหลังคาและรอบท่อรั่วซ้ำ
- ซ่อมเฉพาะจุดแล้วกลับมารั่วอีก
- ต้องรื้อระบบเดิมออกและทำใหม่
- ค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงสูงขึ้นในระยะยาว
ดังนั้น ถ้าหลังคาต้องเจอสภาพอากาศโดยตรง ควรเลือกวัสดุที่ออกแบบมาสำหรับงานหลังคา ไม่ใช่วัสดุกันซึมทั่วไปที่เหมาะกับพื้นที่เปียกภายในอาคารเท่านั้น

Sarnafil TG 66 คืออะไร?
Sarnafil TG 66 คือแผ่นเมมเบรนกันซึมหลังคาชนิด FPO สำหรับงานหลังคา โดยตัวแผ่นสามารถเชื่อมรอยต่อด้วยลมร้อน และมีคุณสมบัติทน UV เหมาะกับการใช้งานในสภาพอากาศร้อนและเขตร้อน
Sarnafil TG 66 เหมาะกับงานหลังคาที่มีระบบถ่วงน้ำหนักหรือปูทับ เช่น
- หลังคาโรยกรวด
- หลังคาปูแผ่นคอนกรีต
- หลังคาเขียว
- Utility roof
- หลังคากลับด้าน
- งาน junction และ flashing
- งานขอบ parapet
- งานรอบ roof light
- หลังคาที่ต้องการเมมเบรนทนแดดทนฝน
จุดเด่นของเมมเบรนแบบแผ่นคือความหนาของวัสดุถูกควบคุมมาจากโรงงาน ต่างจากระบบทาบางประเภทที่ต้องควบคุมความหนาหน้างาน หากติดตั้งและเชื่อมรอยต่ออย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำรั่วซึมตามพื้นที่หลังคาได้ดี
จุดเด่นของ Sarnafil TG 66 สำหรับงานกันซึมหลังคา
- ทนแดดและทน UV
หลังคาที่เปิดรับแดดโดยตรงต้องใช้วัสดุที่ทนต่อรังสี UV ได้ดี Sarnafil TG 66 เป็นเมมเบรนที่มีคุณสมบัติทน UV และเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่ต้องเจอสภาพอากาศภายนอกต่อเนื่อง
จุดนี้เหมาะมากกับหลังคาในเมืองไทย เพราะหลังคาต้องเจอแดดแรงเกือบตลอดปี หากวัสดุกันซึมไม่ทนแดด อาจเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร
- ทนฝนและเหมาะกับระบบหลังคากันซึม
Sarnafil TG 66 ถูกออกแบบมาเป็นเมมเบรนกันซึมสำหรับหลังคา จึงเหมาะกับงานที่ต้องป้องกันน้ำฝนและความชื้นบนหลังคา โดยเฉพาะหลังคาระบบถ่วงน้ำหนัก เช่น หลังคาโรยกรวด หลังคาปูแผ่นคอนกรีต หรือหลังคาเขียว
- เชื่อมรอยต่อด้วยลมร้อน ไม่ใช้เปลวไฟ
แผ่น Sarnafil TG 66 สามารถเชื่อมรอยต่อด้วย hot air welding หรือการเชื่อมลมร้อน โดยไม่ต้องใช้เปลวไฟเปิด ข้อดีคือเหมาะกับงานหลังคาที่ต้องการควบคุมความปลอดภัย และแนวรอยต่อสามารถทำให้ต่อเนื่องตามระบบได้
การเชื่อมรอยต่อมีความสำคัญมาก เพราะจุดที่น้ำรั่วในระบบแผ่นมักเกิดจากแนวต่อหรือรายละเอียดจบงาน หากเชื่อมและตรวจสอบถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงน้ำซึมตามรอยต่อได้
- เหมาะกับสภาพอากาศร้อนและเขตร้อน
Sika ระบุว่า Sarnafil TG 66 เหมาะกับการใช้งานในสภาพอากาศร้อนและเขตร้อน จึงเข้ากับสภาพแวดล้อมของอาคารในประเทศไทยที่ต้องเจอแดดจัด ความร้อนสะสม และฝนตามฤดูกาล
- ทนจุลินทรีย์และรากพืช
Sarnafil TG 66 มีคุณสมบัติทนต่อจุลินทรีย์และทนต่อการเจาะของรากพืช จึงเหมาะกับระบบหลังคาเขียวหรือพื้นที่ที่มีความชื้นสะสมและมีชั้นวัสดุปิดทับด้านบน
หลังคาเขียวเป็นงานที่ต้องให้ความสำคัญกับระบบกันซึมมากเป็นพิเศษ เพราะหากรั่วหลังลงดินและปลูกพืชแล้ว การซ่อมจะซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าหลังคาทั่วไป
- มีความคงตัวสูงจากชั้นเสริมใยแก้ว
ข้อมูลจาก Sika ระบุว่า Sarnafil TG 66 มีความคงตัวของมิติสูงจากชั้นเสริม glass fleece inlay ช่วยให้แผ่นมีความมั่นคงมากขึ้นเมื่อใช้งานบนหลังคาที่ต้องเจอการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและสภาพอากาศ
Sarnafil TG 66 เหมาะกับหลังคาแบบไหน?
หลังคาโรยกรวด
เหมาะกับหลังคาแบบถ่วงน้ำหนักที่มีกรวดปูทับด้านบน ชั้นกรวดช่วยถ่วงและปกป้องระบบบางส่วน แต่ระบบกันซึมหลักยังต้องเป็นเมมเบรนที่เหมาะกับงานใต้ชั้นถ่วงน้ำหนัก
หลังคาปูแผ่นคอนกรีต
เหมาะกับหลังคาที่มีแผ่นคอนกรีตหรือวัสดุปูทับด้านบน โดยต้องมีชั้นป้องกันและรายละเอียดการติดตั้งที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้วัสดุปูทับทำลายชั้นเมมเบรน
หลังคาเขียว
เหมาะกับหลังคาที่มีชั้นปลูกพืช เพราะมีคุณสมบัติทนรากพืชและจุลินทรีย์ จึงตอบโจทย์งานหลังคาเขียวที่ต้องการระบบกันซึมมั่นคงก่อนลงชั้นดินและพืช
Utility roof
เหมาะกับหลังคาที่มีอุปกรณ์งานระบบ เช่น เครื่องปรับอากาศ ท่อระบายอากาศ ระบบไฟฟ้า หรือพื้นที่ที่ต้องมีการเดินตรวจซ่อมบำรุงเป็นระยะ โดยควรออกแบบทางเดินและชั้นป้องกันเมมเบรนร่วมด้วย
หลังคากลับด้าน
เหมาะกับระบบหลังคากลับด้านที่มีชั้นฉนวนหรือวัสดุระบบหลังคาปูทับด้านบน โดยต้องออกแบบชั้นวัสดุให้ถูกต้องตามระบบ
งานขอบหลังคาและ flashing
Sarnafil TG 66 สามารถใช้กับงาน junction และ flashing เช่น ขอบ parapet, roof light และจุดต่อหลังคาที่เปิดรับสภาพอากาศโดยตรงได้ตามระบบ
กันซึมหลังคาแบบไหนเหมาะกับงานแบบไหน?
| สภาพหลังคา | ระบบที่ควรพิจารณา | เหตุผล |
| หลังคาโดนแดดฝนตลอดปี | เมมเบรนที่ทน UV และทนสภาพอากาศ | ลดการเสื่อมจากแดดและฝน |
| หลังคาโรยกรวด | เมมเบรนสำหรับระบบถ่วงน้ำหนัก | ทำงานใต้ชั้นกรวดได้เหมาะกว่า |
| หลังคาเขียว | เมมเบรนที่ทนรากพืชและจุลินทรีย์ | ลดความเสี่ยงรั่วใต้ชั้นดิน |
| หลังคาที่มีอุปกรณ์งานระบบ | ระบบที่มีชั้นป้องกันและทางเดินซ่อมบำรุง | ป้องกันความเสียหายจากการเดินใช้งาน |
| หลังคาที่มีรายละเอียดขอบเยอะ | ระบบที่เก็บ flashing และ junction ได้ดี | จุดรั่วมักอยู่ที่ขอบและรอยต่อ |
| หลังคาที่ต้องการระบบระยะยาว | แผ่นเมมเบรนที่เชื่อมรอยต่อได้ | ควบคุมความต่อเนื่องของระบบได้ดี |
หากหลังคาของคุณเป็นงานที่ต้องการความทนทานต่อแดด ฝน และมีวัสดุถ่วงน้ำหนักหรือปูทับด้านบน Sarnafil TG 66 เป็นระบบที่เหมาะกับเงื่อนไขนี้ เพราะออกแบบมาสำหรับงานหลังคาแบบ ballasted roof, green roof, utility roof และ inverted roof โดยตรง
ก่อนเลือกกันซึมหลังคาควรดูอะไรบ้าง?
- หลังคาโดนแดดโดยตรงหรือไม่
หากหลังคาเปิดรับแดด ต้องเลือกวัสดุที่ทน UV ไม่ควรใช้วัสดุที่เสื่อมง่ายเมื่อโดนแสงแดดนาน ๆ
- หลังคามีน้ำขังหรือไม่
น้ำขังเป็นศัตรูสำคัญของระบบกันซึม แม้ใช้วัสดุดี แต่ถ้า slope ไม่ดีและน้ำขังนาน ระบบก็เสี่ยงเสียหายเร็วขึ้น ควรแก้ slope และ drain ก่อนติดตั้งระบบกันซึม
- หลังคามีวัสดุปูทับหรือไม่
ถ้าเป็นหลังคาโรยกรวด ปูแผ่นคอนกรีต หรือหลังคาเขียว ต้องเลือกเมมเบรนที่เหมาะกับระบบถ่วงน้ำหนักหรือปูทับ ไม่ควรใช้ระบบที่ออกแบบมาเพื่อเปิดผิวอย่างเดียว
- หลังคามีอุปกรณ์งานระบบหรือไม่
หากมีเครื่องปรับอากาศ ท่อระบายอากาศ หรือฐานอุปกรณ์บนหลังคา ต้องออกแบบชั้นป้องกันเมมเบรนและทางเดินซ่อมบำรุง เพื่อไม่ให้การเดินหรือการซ่อมงานระบบทำให้เมมเบรนเสียหาย
- มีจุด flashing หรือ parapet เยอะไหม
ขอบหลังคา ขอบผนัง รอยต่อ และ roof light เป็นจุดที่น้ำมักรั่วซึม ต้องเลือกทีมติดตั้งที่เก็บรายละเอียดเหล่านี้ได้ดี ไม่ใช่ดูแค่พื้นที่กลางหลังคา
การติดตั้ง Sarnafil TG 66 ต้องใส่ใจอะไร?
เตรียมพื้นผิวให้เหมาะสม
พื้นผิวต้องเรียบ ไม่มีเศษแหลมคม และไม่มีสิ่งที่อาจทำให้แผ่นเมมเบรนเสียหาย หากพื้นหยาบหรือมีวัสดุไม่เข้ากัน ต้องใช้ชั้นแยกหรือชั้นป้องกันตามระบบ
วางแผนรอยต่อของแผ่น
ระบบแผ่นเมมเบรนต้องวางแนวแผ่นและแนวซ้อนทับให้ถูกต้อง เพื่อให้เชื่อมรอยต่อได้เต็มประสิทธิภาพ
เชื่อมรอยต่อด้วยลมร้อน
รอยต่อควรเชื่อมด้วยเครื่องลมร้อนโดยช่างที่ชำนาญ และต้องปรับอุณหภูมิ ความเร็ว และแรงกดให้เหมาะกับสภาพหน้างาน
ตรวจสอบแนวเชื่อมทุกจุด
หลังเชื่อมต้องตรวจแนวต่อ เพราะรอยต่อคือหัวใจของระบบแผ่นเมมเบรน หากรอยต่อไม่สมบูรณ์ น้ำอาจซึมผ่านได้
เก็บรายละเอียดรอบขอบหลังคา
จุด parapet, flashing, roof light, drain และจุดต่อวัสดุต้องทำตามระบบ เพราะเป็นตำแหน่งที่น้ำรั่วบ่อยที่สุด
ออกแบบชั้นป้องกันเมมเบรน
หากมีกรวด แผ่นคอนกรีต หรือการเดินใช้งาน ต้องมีชั้นป้องกันเมมเบรนหรือระบบปูทับที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้แผ่นเสียหายจากแรงกดหรือของมีคม
ข้อผิดพลาดที่ทำให้กันซึมหลังคารั่วซ้ำ
- เลือกวัสดุไม่เหมาะกับหลังคา
- ใช้วัสดุที่ไม่ทนแดดบนพื้นที่เปิด
- ไม่แก้ slope น้ำขัง
- ไม่ทำความสะอาดและเตรียมพื้นก่อนติดตั้ง
- ไม่ตรวจรอยต่อของแผ่นเมมเบรน
- เก็บขอบ parapet ไม่ดี
- เก็บรอบ drain ไม่ครบ
- ไม่มีชั้นป้องกันเมมเบรนก่อนปูกรวดหรือวัสดุทับ
- ใช้ช่างที่ไม่ชำนาญระบบเมมเบรน
- ไม่ตรวจงานก่อนส่งมอบ
- ไม่ดูแล drain หลังใช้งาน
ดูแลหลังคาหลังทำกันซึมอย่างไรให้อยู่ได้นาน?
หลังติดตั้งระบบกันซึมแล้ว ควรตรวจดูแลเป็นระยะ เพราะหลังคายังต้องเจอสภาพอากาศและการใช้งานจริง โดยเฉพาะจุด drain และบริเวณที่มีการเดินซ่อมบำรุง
ควรดูแลดังนี้
- ตรวจท่อระบายน้ำก่อนฤดูฝน
- เก็บใบไม้และเศษวัสดุไม่ให้ตัน drain
- ตรวจขอบ parapet และ flashing เป็นระยะ
- หลีกเลี่ยงการลากของมีคมบนหลังคา
- หากต้องติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ ต้องเก็บระบบกันซึมรอบฐานใหม่
- ตรวจหลังฝนตกหนักว่ามีน้ำขังผิดปกติหรือไม่
- หากมีวัสดุปูทับ เช่น กรวด ควรตรวจว่ากรวดไม่ไหลไปอุด drain
- หากพบคราบน้ำด้านล่าง ควรรีบตรวจ ไม่ควรรอให้รั่วหนัก
สรุป: กันซึมหลังคาควรเลือกแบบที่ทนแดด ทนฝน และตรงกับระบบหลังคาจริง
กันซึมหลังคาควรใช้แบบไหนดี ต้องตอบจากสภาพหลังคาจริง หากเป็นหลังคาโดนแดดฝนตลอดปี ต้องเลือกวัสดุที่ทน UV และทนสภาพอากาศ หากเป็นหลังคาโรยกรวด หลังคาเขียว Utility roof หรือหลังคากลับด้าน ควรเลือกเมมเบรนที่รองรับระบบถ่วงน้ำหนักและปูทับได้ ไม่ควรเลือกวัสดุกันซึมทั่วไปโดยไม่ดูเงื่อนไขหน้างาน
Sarnafil TG 66 เป็นแผ่นเมมเบรนกันซึมหลังคา FPO ที่เหมาะกับงานหลังคาแบบถ่วงน้ำหนัก หลังคาเขียว Utility roof และ inverted roof จุดเด่นคือทน UV เหมาะกับสภาพอากาศร้อนและเขตร้อน เชื่อมรอยต่อด้วยลมร้อน ไม่ใช้เปลวไฟ และมีคุณสมบัติทนจุลินทรีย์ ทนรากพืช รวมถึงมีความคงตัวสูงจากชั้นเสริม glass fleece inlay
หากต้องการทำกันซึมหลังคาให้จบปัญหาในระยะยาว ควรมองเป็นระบบครบชุด ตั้งแต่การเลือกวัสดุให้ตรงหลังคา การเตรียมพื้น การออกแบบ slope และ drain การเชื่อมรอยต่อ การเก็บขอบ parapet และการตรวจสอบหลังติดตั้ง เพราะวัสดุที่ดีจะให้ผลลัพธ์ดีที่สุดเมื่อออกแบบและติดตั้งถูกต้องตามระบบ
หากคุณกำลังมองหา เคมีภัณฑ์งานก่อสร้างและโซลูชันงานกันซึม/ซ่อมแซมโครงสร้างคุณภาพ ติดต่อสอบถาม ขอคำปรึกษา และสั่งซื้อได้ที่ Line @passawarn หรือโทร 02-552-6468 / อีเมล sales@passawarn.com เลือกชมสินค้าและบริการได้ที่ เว็บไซต์ psw-chemical.com เปลี่ยนงานก่อสร้างของคุณให้ “แข็งแรง ปลอดภัย และได้มาตรฐาน” ด้วยบริการจาก บริษัท ภัศวาลย์ จำกัด (PSW Chemical) วันนี้!
อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ กันซึม ที่นี่!




